สส.พริษฐ์ จี้ทบทวนหลักสูตรรัฐ ขณะที่ รัฐมนตรีฯ รับหาทางลดความเสี่ยงเอื้อประโยชน์

อรพรรณ ขันทองคำ

24 ก.ย. 2569 15:22 น.5 ครั้ง
แชร์LINE
สส.พริษฐ์ จี้ทบทวนหลักสูตรรัฐ ขณะที่ รัฐมนตรีฯ รับหาทางลดความเสี่ยงเอื้อประโยชน์

24 ก.ย. 69 - สส.พริษฐ์ พรรคประชาชน ตั้งกระทู้ถามรัฐบาลทบทวนหลักสูตรรัฐ หวั่นสร้าง Connection-เอื้อประโยชน์ ด้านรัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ ชี้มีทั้งข้อดี-ข้อเสีย มองควรหาแนวทางลดความเสี่ยง มากกว่าพิจารณาเพียงยกเลิกหรือคงหลักสูตร พร้อมรับโจทย์นำไปปรับปรุงหามาตรการป้องกัน

นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร(สส.)บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ตั้งกระทู้ถามนายกรัฐมนตรีถึงแนวทางการทบทวนหลักสูตรการฝึกอบรมของหน่วยงานรัฐเพื่อป้องกันระบบอุปถัมภ์ โดยตั้งข้อสังเกตว่าหลักสูตรที่เปิดโอกาสให้บุคลากรจากหลายภาคส่วนสร้างความสัมพันธ์ หรือ Connection อาจนำไปสู่การเอื้อประโยชน์หรือผลประโยชน์ทับซ้อน โดยชี้ว่าหลักสูตรที่อาจเข้าข่ายเป็นหลักสูตรสร้าง Connection มีหลายองค์ประกอบ องค์ประกอบแรกคือกลุ่มผู้เรียน โดยเฉพาะบุคลากรจากองค์กรที่ควรมีหน้าที่ตรวจสอบกันและกัน เช่น ฝ่ายตุลาการกับนักการเมือง หรือหน่วยงานรัฐกับบริษัทเอกชนที่เป็นผู้รับเหมาหรือเกี่ยวข้องกับโครงการของรัฐ ขณะที่รูปแบบการเรียนบางหลักสูตรเป็นการเรียนแบบรุ่น ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้เรียนใช้เวลาร่วมกันอย่างต่อเนื่อง ส่วนวัฒนธรรมของหลักสูตรอาจเน้นการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนร่วมรุ่น รุ่นพี่ และรุ่นน้อง รวมถึงการช่วยเหลือเกื้อกูลกัน แม้ผู้จัดหลักสูตรยืนยันว่าเป้าหมายสำคัญคือการเพิ่มพูนทักษะ ความรู้ แต่มีข้อสังเกตว่า ผู้เข้าร่วมบางส่วนอาจให้ความสำคัญกับการสร้าง Connection มากกว่าการแสวงหาความรู้ อย่างไรก็ตาม หากหลักสูตรดังกล่าวเป็นหลักสูตรของภาคเอกชนและดำเนินการตามกลไกตลาด อาจไม่จำเป็นต้องนำมาตรวจสอบ แต่ปัจจุบันภาครัฐมีการใช้ทรัพยากรกับหลักสูตรเหล่านี้ทั้งในรูปแบบงบประมาณสนับสนุนและการส่งบุคลากรภาครัฐซึ่งรับเงินเดือนจากภาษีประชาชนเข้าร่วม จึงควรตรวจสอบถึงความคุ้มค่าและผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น จึงขอให้รัฐบาลเปิดเผยข้อมูลว่า ปัจจุบันภาครัฐสนับสนุนหลักสูตรลักษณะดังกล่าวจำนวนกี่หลักสูตร ใช้งบประมาณเท่าใด มีข้าราชการและเจ้าหน้าที่รัฐเข้าร่วมจำนวนเท่าใด และแนวโน้มการสนับสนุนในอนาคตจะเพิ่มขึ้นหรือลดลง และหากประเทศไทยไม่มีหลักสูตรลักษณะนี้ ประเทศจะสูญเสียประโยชน์อะไรไปหรือไม่

ด้านนายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้รับมอบหมายจากนายกรัฐมนตรีให้ตอบกระทู้ ชี้แจงว่า ประเด็นเรื่องหลักสูตรต่างๆ ที่เปิดโอกาสให้บุคลากรจากหลายวงการมาสร้างความสัมพันธ์กัน เป็นข้อถกเถียงในสังคมมาอย่างต่อเนื่อง โดยยอมรับว่าการเข้าร่วมหลักสูตรสามารถทำให้บุคคลจากหลายภาคส่วนได้รู้จักและคุ้นเคยกัน มีทั้งมุมที่อาจเกิดประโยชน์ต่อประเทศ และมุมที่อาจเกิดการเอื้อประโยชน์ระหว่างคนรู้จักกัน หลักสูตรเหล่านี้มีข้อดีในแง่การลดการทำงานแบบแยกส่วนหรือ ไซโล เนื่องจากเปิดโอกาสให้บุคลากรจากภาครัฐ ภาคเอกชน รัฐวิสาหกิจ และฝ่ายการเมือง ได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นและปัญหาจากมุมมองของแต่ละภาคส่วน อาจนำไปสู่การบูรณาการและการแก้ไขปัญหาในอนาคต ส่วนข้อถามเกี่ยวกับงบประมาณ จากข้อมูลที่รวบรวมพบว่ามี 16 หลักสูตร ที่ได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากภาครัฐ ซึ่งทั้ง 16 หลักสูตรได้รับการสนับสนุนงบประมาณรวม 171,337,750 บาท และมีบุคลากรภาครัฐเข้าร่วมทั้งหมด 1,272 คน โดยระยะเวลาของแต่ละหลักสูตรแตกต่างกัน ตั้งแต่ประมาณ 30-40 วัน ไปจนถึงหลักสูตรที่ใช้ระยะเวลา 100 วัน และ 190 วัน สำหรับประโยชน์ที่ได้รับจากหลักสูตร นอกจากกิจกรรมเพื่อสังคม ซึ่งเป็นประโยชน์ทางอ้อมของแต่ละหลักสูตรแล้ว ประโยชน์หลักคือการเปิดพื้นที่ให้บุคลากรจากภาครัฐ ภาคเอกชน และฝ่ายการเมือง ได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นและมุมมองระหว่างกัน เพื่อให้แต่ละฝ่ายเข้าใจปัญหาและข้อจำกัดของภาคส่วนอื่นมากขึ้น

นายภราดร กล่าวต่อว่า ประเด็นสำคัญไม่ใช่เพียงการตัดสินใจว่าจะยกเลิกหรือคงหลักสูตรไว้ แต่ควรหาวิธีลดความเสี่ยงจากการสร้าง Connection ที่อาจนำไปสู่การเอื้อประโยชน์หรือผลประโยชน์ทับซ้อน พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า แม้ยกเลิกหลักสูตรของภาครัฐทั้งหมด การสร้าง Connection อาจยังเกิดขึ้นผ่านหลักสูตรของภาคเอกชนหรือหลักสูตรอื่นที่มีอยู่จำนวนมาก จึงเห็นว่าควรกำหนดแนวทางและทิศทางของหลักสูตรให้ชัดเจน รวมถึงสร้างหลักประกันว่า Connection ที่เกิดขึ้นจากหลักสูตรที่รัฐสนับสนุนจะไม่ถูกนำไปใช้เพื่อประโยชน์ที่ไม่พึงประสงค์ ดังนั้นมองว่าคำถามสำคัญจึงควรเป็นว่า จะบริหารจัดการหลักสูตรที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุดและลดความเสี่ยงจากระบบอุปถัมภ์ได้อย่างไร มากกว่าการพิจารณาเพียงว่าจะยกเลิกหรือไม่ยกเลิกหลักสูตรเหล่านี้

อรพรรณ ขันทองคำ /ข่าว

ลักขณา เทียกทอง /เรียบเรียง