สส.ธนกร ภท. ห่วงภาระบำนาญประกันสังคมเพิ่ม เสนอประเมินฐานะกองทุนระยะยาว

อรพรรณ ขันทองคำ

24 ก.ย. 2569 16:31 น.4 ครั้ง
แชร์LINE
สส.ธนกร ภท. ห่วงภาระบำนาญประกันสังคมเพิ่ม เสนอประเมินฐานะกองทุนระยะยาว

24 ก.ย. 69 - สส.ธนกร พรรคภูมิใจไทย อภิปรายรายงานการเงินกองทุนประกันสังคม ปี 2567 ตั้งข้อสังเกตว่าค่าใช้จ่ายกรณีชราภาพเพิ่มขึ้น และรายรับอาจไม่เพียงพอรองรับรายจ่ายในอนาคต เสนอให้เปิดเผยผลประเมินฐานะกองทุนระยะยาว พร้อมยกระดับการบริหารเงินลงทุนและทบทวนโครงสร้างเงินสมทบกับสิทธิประโยชน์

นายธนกร วังบุญคงชนะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (แบบบัญชีรายชื่อ) พรรคภูมิใจไทย อภิปรายต่อรายงานของผู้สอบบัญชีและรายงานการเงินกองทุนประกันสังคม สำนักงานประกันสังคม สำหรับปีสิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2567 โดยระบุว่า ตัวเลขทางบัญชีไม่ได้เป็นเพียงตัวเลขทั่วไป แต่เป็นสัญญาณที่ควรนำมาพิจารณาถึงความมั่นคงของกองทุน เนื่องจากเงินในกองทุนเป็นหลักประกันชีวิตของคนทำงาน ผู้ประกันตนส่งเงินสมทบในช่วงที่ยังทำงาน เพื่อให้ได้รับการดูแลเมื่อเจ็บป่วยหรือเข้าสู่วัยชรา หากพิจารณาตัวเลขในภาพรวม สิ้นปี 2567 กองทุนประกันสังคมมีสินทรัพย์รวม 2.72 ล้านล้านบาท และมีเงินลงทุน 2.62 ล้านล้านบาท อย่างไรก็ตาม ตั้งข้อสังเกตว่า การมีเงินจำนวนดังกล่าวในปัจจุบันไม่ได้หมายความว่าในอีก 20-40 ปีข้างหน้า กองทุนจะยังมีเงินเพียงพอสำหรับการจ่ายสิทธิประโยชน์ เนื่องจากต้องพิจารณาภาระผูกพันและรายจ่ายในอนาคตควบคู่กัน ขณะที่ภาระค่าใช้จ่ายกรณีชราภาพที่เพิ่มสูงขึ้น โดยในปี 2567 มีค่าใช้จ่ายกรณีชราภาพประมาณ 42,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 15% และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจากโครงสร้างประชากรของประเทศไทยที่เข้าสู่สังคมสูงวัย ขณะที่ระบบกองทุนชราภาพกำหนดสูตรบำนาญไว้ล่วงหน้า จึงตั้งข้อสังเกตว่ารายรับและรายจ่ายอาจไม่สอดคล้องกันในระยะยาว นอกจากนี้ ผู้สอบบัญชีระบุว่าการรับรู้ประมาณการหนี้สินกรณีชราภาพในปี 2567 ยังต่ำกว่าที่ควรจะเป็น จำนวน 2.9 แสนล้านบาท จึงเห็นว่าการประเมินฐานะของกองทุนบำนาญไม่ควรพิจารณาเฉพาะเงินที่มีอยู่ในปัจจุบัน แต่ต้องรวมถึงภาระผูกพันในอนาคต เนื่องจากกองทุนมีพันธะต่อผู้ประกันตนที่ส่งเงินสมทบเข้าระบบ พร้อมชี้ถึงการประเมินของ TDRI ว่าหากโครงสร้างระบบประกันสังคมยังเป็นรูปแบบเดิม รายจ่ายของกองทุนบำนาญมีแนวโน้มสูงกว่ารายรับในปี 2580 ย้ำว่าไม่ควรมุ่งหาคำตอบเพียงว่ากองทุนจะหมดลงเมื่อใด แต่ควรใช้เวลาที่มีอยู่เตรียมความพร้อมและแก้ไขปัญหาล่วงหน้า

นายธนกร กล่าวต่อถึงแนวทางแก้ไข 3 ประการ ได้แก่ การยกระดับการบริหารกองทุนให้เป็นมืออาชีพ กองทุนที่มีขนาดใหญ่ควรใช้บุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน พร้อมมีระบบบริหารที่โปร่งใสและตรวจสอบได้ เนื่องจากเงินทุกบาทมาจากเงินสมทบของผู้ประกันตน การบริหารกองทุนอย่างมีประสิทธิภาพและไม่ประมาทด้านการลงทุน โดยไม่ควรพิจารณาเฉพาะผลตอบแทนที่ได้รับ แต่ต้องพิจารณาความเสี่ยงควบคู่กัน โดยเฉพาะการลงทุนที่มีลักษณะผลตอบแทนสูงซึ่งย่อมมาพร้อมกับความเสี่ยงที่สูงขึ้น และการทบทวนทั้งด้านรายรับและสิทธิประโยชน์ให้เกิดความเป็นธรรม ไม่ว่าจะเป็นการขยายเพดานค่าจ้าง อัตราเงินสมทบ หรือการปรับสูตรคำนวณบำนาญ ทุกครั้งที่มีการปรับระบบต้องประเมินผลกระทบต่อทั้งลูกจ้าง นายจ้าง และความยั่งยืนของกองทุน พร้อมเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเปิดเผยการประเมินฐานะกองทุนประกันสังคมในระยะยาวให้ประชาชนรับทราบ โดยควรประเมินล่วงหน้า 20–30 ปีว่า รายรับและรายจ่ายจะเป็นอย่างไร หากจำเป็นต้องปรับปรุงระบบ ใครจะต้องเข้ามาร่วมรับผิดชอบ เพื่อไม่ให้ปัญหาสะสมจนกลายเป็นวิกฤตที่แก้ไขไม่ทัน และเห็นว่าทุกฝ่ายควรใช้เวลาที่มีอยู่ร่วมกันเตรียมความพร้อม เพื่อป้องกันผลกระทบต่อประชาชนผู้ใช้แรงงานในอนาคต

อรพรรณ ขันทองคำ /ข่าว

ลักขณา เทียกทอง /เรียบเรียง