มติสภาผู้แทนราษฎร 444 เสียง เห็นชอบร่าง พ.ร.บ.ล้มละลาย ตาม กมธ.ร่วมสองสภา เปิดทางบุคคลธรรมดาฟื้นฟูหนี้ขั้นต่ำ 1 แสนบาท

คณรัตน์ ยินดีมิตร

23 ก.ย. 2569 14:22 น.252 ครั้ง
แชร์LINE
มติสภาผู้แทนราษฎร 444 เสียง เห็นชอบร่าง พ.ร.บ.ล้มละลาย ตาม กมธ.ร่วมสองสภา เปิดทางบุคคลธรรมดาฟื้นฟูหนี้ขั้นต่ำ 1 แสนบาท

23 ก.ย. 69 - สภาผู้แทนราษฎรมีมติ 444 เสียง เห็นชอบร่าง พ.ร.บ.ล้มละลาย ตามที่กรรมาธิการร่วมกันพิจารณา เปิดทางบุคคลธรรมดาที่มีรายได้และมีหนี้ตั้งแต่ 1 แสนบาท เข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูฐานะทางการเงินก่อนถูกฟ้องล้มละลาย พร้อมคงหลักการให้คำพิพากษาล้มละลายที่เกิดจากการฟื้นฟูฐานะไม่สำเร็จ ไม่กระทบคุณสมบัติในการรับราชการหรือการเป็นพนักงานและลูกจ้างขององค์กร เตรียมเสนอวุฒิสภาพิจารณา วันที่ 28 ก.ย. นี้

การประชุมสภาผู้แทนราษฎร วันนี้ (23 ก.ย. 69) ที่ประชุมพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ล้มละลาย (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ตามที่คณะกรรมาธิการร่วมกันเพื่อพิจารณาร่างกฎหมายดังกล่าวเสนอรายงานต่อที่ประชุม เพื่อพิจารณาและลงมติว่าจะเห็นชอบด้วยกับร่างที่คณะกรรมาธิการร่วมกันพิจารณาแล้วหรือไม่ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 137 (3) ประกอบข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2562 ข้อ 137 วรรคสาม

นายนิกร จำนง ประธานคณะกรรมาธิการร่วมกันเพื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ล้มละลาย รายงานว่าร่างกฎหมายฉบับนี้มีเป้าหมายปรับปรุงกระบวนการฟื้นฟูกิจการให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจและสังคม โดยปรับเกณฑ์การเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการ เปิดทางให้กิจการขนาดย่อมเข้าถึงกระบวนการได้ง่ายขึ้น เพิ่มกระบวนการฟื้นฟูกิจการแบบเร่งรัด และกำหนดกระบวนการฟื้นฟูฐานะของลูกหนี้ที่เป็นบุคคลธรรมดา เพื่อให้มีโอกาสปรับโครงสร้างหนี้และกลับมาดำเนินชีวิตหรือประกอบกิจการได้ โดยไม่ต้องเข้าสู่กระบวนการล้มละลายทันที ทั้งนี้ ร่างกฎหมายกำหนดให้กิจการทั่วไปที่มีหนี้ไม่น้อยกว่า 50 ล้านบาท สามารถยื่นขอฟื้นฟูกิจการได้ ส่วนกิจการขนาดย่อม กำหนดให้บุคคลธรรมดาที่ประกอบกิจการและมีหนี้ตั้งแต่ 1 ล้านบาทแต่ไม่ถึง 50 ล้านบาท และนิติบุคคลที่มีหนี้ตั้งแต่ 2 ล้านบาทแต่ไม่ถึง 50 ล้านบาท สามารถเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการได้ พร้อมเพิ่มช่องทางฟื้นฟูแบบเร่งรัดสำหรับลูกหนี้ที่จัดทำแผนและได้รับความเห็นชอบจากเจ้าหนี้มาก่อนแล้ว

สำหรับข้อแก้ไขที่วุฒิสภาเสนอมา 4 ประเด็น คณะกรรมาธิการร่วมกันมีมติเห็นชอบตามร่างของวุฒิสภา 2 ประเด็น ได้แก่ มาตรา 90/106 ซึ่งกำหนดให้แผนฟื้นฟูกรณีหนี้กู้ยืมค้างชำระ ต้องจัดลำดับการชำระต้นเงิน ดอกเบี้ย และค่าฤชาธรรมเนียม และมาตรา 90/116 ซึ่งกำหนดเงื่อนไขให้ศาลสามารถเห็นชอบแผนได้ แม้เจ้าหนี้ไม่ยอมรับแผนหรือไม่เจรจากับลูกหนี้ โดยเจ้าหนี้มีประกันต้องได้รับชำระหนี้ไม่น้อยกว่าร้อยละ 3 ต่อปี ภายในระยะเวลาไม่เกิน 20 ปี เว้นแต่เจ้าหนี้จะให้ความยินยอมเป็นหนังสือ ส่วนอีก 2 ประเด็น คณะกรรมาธิการร่วมกันมีมติให้คงไว้ตามร่างของสภาผู้แทนราษฎร คือ มาตรา 90/151 ซึ่งกำหนดให้บุคคลธรรมดาที่มีรายได้และมีหนี้ไม่น้อยกว่า 100,000 บาท สามารถเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูฐานะได้ โดยไม่จำกัดว่าต้องเป็นผู้มีรายได้ประจำหรือรายได้สม่ำเสมอ จึงครอบคลุมถึงเกษตรกร ผู้ประกอบอาชีพอิสระ และผู้มีรายได้ตามฤดูกาล ขณะที่บุคคลธรรมดาที่ประกอบกิจการต้องมีหนี้ตั้งแต่ 100,000 บาท แต่ไม่เกิน 1 ล้านบาท รวมถึงมาตรา 90/170 วรรคสอง กำหนดให้คำพิพากษาล้มละลายที่เกิดขึ้นเนื่องจากลูกหนี้ไม่สามารถดำเนินการฟื้นฟูฐานะให้สำเร็จตามแผน ไม่กระทบคุณสมบัติในการรับราชการหรือการเป็นพนักงานและลูกจ้างขององค์กรตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง อย่างไรก็ตาม หลักการดังกล่าวใช้เฉพาะกรณีที่การล้มละลายสืบเนื่องจากกระบวนการฟื้นฟูฐานะตามกฎหมายฉบับนี้ ไม่ได้ครอบคลุมบุคคลล้มละลายทุกกรณี

คณะกรรมาธิการร่วมกัน ยังมีข้อสังเกตให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องติดตามผลของการให้อำนาจศาลเห็นชอบแผนโดยเจ้าหนี้ไม่ยินยอม (Cram Down) เพื่อรักษาสมดุลระหว่างการให้โอกาสลูกหนี้กับการคุ้มครองสิทธิของเจ้าหนี้ โดยเฉพาะเจ้าหนี้มีประกัน พร้อมย้ำว่าระยะเวลาชำระหนี้ไม่เกิน 20 ปีเป็นเพียงกรอบสูงสุด ไม่ควรนำมาใช้กับลูกหนี้ทุกรายโดยอัตโนมัติ แต่ต้องพิจารณาความสามารถในการชำระหนี้ กระแสเงินสด และความเป็นไปได้ในการฟื้นฟูกิจการเป็นรายกรณี นอกจากนี้ เสนอให้รัฐบาลกำหนดมาตรการส่งเสริมวินัยทางการเงิน ป้องกันการก่อหนี้เกินความจำเป็น และประเมินรายได้ของลูกหนี้จากแหล่งที่มา ความต่อเนื่อง และความเพียงพอต่อการปฏิบัติตามแผน รวมทั้งเร่งตรวจสอบและปรับปรุงกฎหมายหรือระเบียบที่กำหนดให้การเป็นบุคคลล้มละลายเป็นลักษณะต้องห้ามในการรับราชการหรือการทำงาน ตลอดจนจัดทำกฎหมายกลางเกี่ยวกับคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของบุคคลล้มละลายให้แล้วเสร็จภายใน 2 ปี หลังร่างกฎหมายมีผลใช้บังคับ

อย่างไรก็ตาม ระหว่างการพิจารณา สมาชิกจากหลายพรรคการเมืองอภิปรายสนับสนุนหลักการของร่างกฎหมาย โดยเห็นว่าจะช่วยให้กิจการขนาดกลางและขนาดย่อมสามารถปรับโครงสร้างหนี้ รักษากิจการและการจ้างงาน รวมถึงเปิดโอกาสให้บุคคลธรรมดาแก้ไขปัญหาหนี้ก่อนเข้าสู่ภาวะล้มละลาย

ศ.ดร.สุชาติ ธาดาธำรงเวช สส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย สนับสนุนการคงมาตรา 90/170 วรรคสอง เพื่อเปิดโอกาสให้ข้าราชการที่ล้มละลายสืบเนื่องจากการฟื้นฟูฐานะไม่สำเร็จยังสามารถทำงานต่อได้ พร้อมเสนอให้เร่งแก้ไขกฎหมายระเบียบข้าราชการพลเรือนให้สอดคล้องกัน

นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรครวมไทยสร้างชาติ เห็นว่า ร่างกฎหมายฉบับนี้เป็นการเปลี่ยนจากการฟื้นฟูกิจการไปสู่การเปิดช่องทางฟื้นฟูฐานะของบุคคลธรรมดา โดยการรักษาสถานะการทำงานไว้จะช่วยให้ลูกหนี้ยังมีรายได้สำหรับชำระหนี้ตามแผน

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.แบบบัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ สนับสนุนให้เร่งออกกฎหมายเพื่อช่วยเหลือประชาชน แต่ตั้งข้อสังเกตถึงความแตกต่างระหว่างข้าราชการที่เข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูฐานะกับข้าราชการที่ล้มละลายจากกรณีอื่น จึงขอให้รัฐบาลเร่งจัดทำกฎหมายกลางเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและไม่เกิดความลักลั่นในการบังคับใช้

ด้าน พ.ต.อ. ทวี สอดส่อง สส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชาติ เห็นว่ากฎหมายฉบับนี้สะท้อนแนวทางการจัดการหนี้ที่ให้ความสำคัญกับการปรับโครงสร้างหนี้ การรักษากิจการและการจ้างงาน ตลอดจนการเปิดโอกาสให้ลูกหนี้เริ่มต้นใหม่ มากกว่าการมุ่งยึดทรัพย์หรือให้ลูกหนี้เข้าสู่ภาวะล้มละลายเพียงอย่างเดียว

ภายหลังการอภิปราย ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรมีมติเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.ล้มละลาย ตามที่คณะกรรมาธิการร่วมกันพิจารณาแล้ว ด้วยคะแนนเห็นชอบ 444 เสียง ไม่เห็นชอบไม่มี งดออกเสียง 1 เสียง และไม่ลงคะแนน 1 เสียง จากผู้ลงมติทั้งหมด 446 คน พร้อมเห็นชอบข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการร่วมกันด้วยคะแนน 446 เสียง

นายนิกร กล่าวว่าจะนำร่างกฎหมายเสนอต่อวุฒิสภาเพื่อพิจารณาในวันที่ 28 กันยายนนี้ หากวุฒิสภาเห็นชอบร่างตามที่คณะกรรมาธิการร่วมกันพิจารณา จึงจะถือว่าร่างกฎหมายได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภา และเข้าสู่ขั้นตอนตามรัฐธรรมนูญต่อไป โดยร่างกฎหมายกำหนดให้มีผลใช้บังคับเมื่อพ้น 180 วันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

คณรัตน์ ยินดีมิตร / ข่าว

ลักขณา เทียกทอง / เรียบเรียง