นางสาวอัจฉรพรรณ หอมรส สมาชิกวุฒิสภา (สว.) กล่าวถึงปัญหาและช่องว่างในระบบบำบัดผู้เสพและผู้ป่วยจิตเวชจากยาเสพติดว่า แม้ประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ. 2564 จะยึดหลักผู้เสพคือผู้ป่วย แต่ในทางปฏิบัติยังขาดระบบติดตามและดูแลอย่างต่อเนื่อง หลังเจ้าหน้าที่ส่งผู้เสพเข้ารับการรักษาและกลับไปอยู่กับครอบครัว ส่งผลให้บางรายกลับไปเสพซ้ำ มีอาการคลุ้มคลั่งหรือก่อเหตุรุนแรง และต้องเข้าสู่กระบวนการจับกุมกับการรักษาซ้ำอีกครั้ง
นางสาวอัจฉรพรรณ กล่าวว่า สาเหตุหลักของปัญหา คือ เมื่อตรวจไม่พบสารเสพติดประเภทอื่น เจ้าหน้าที่ตำรวจไม่สามารถจับกุมได้เนื่องจากกัญชาถูกปลดล็อค และเมื่อส่งโรงพยาบาล อาการยังไม่ถึงเกณฑ์ที่แพทย์จะรับไว้เป็นผู้ป่วยใน แพทย์จึงทำได้เพียงจ่ายยาและให้กลับไปกินยาที่บ้าน จนกลายเป็นระเบิดเวลาที่ถูกส่งกลับเข้าสู่ชุมชน ซึ่งปัญหานี้เกิดจากช่องว่างในการทำงานระหว่างฝ่ายสาธารณสุข ฝ่ายปกครอง และตำรวจ ขณะที่โครงการบำบัดของอำเภอระยะเวลา 15 วันจัดขึ้นนาน ๆ ครั้งและไม่ต่อเนื่อง อีกทั้งโครงการอบรมหรือชุมชนสีขาวก็ไม่สามารถตอบโจทย์ผู้เสพหนักได้
นางสาวอัจฉรพรรณ จึงเสนอข้อร้องเรียนเร่งด่วน จำนวน 3 ประการไปยังรัฐบาล นายกรัฐมนตรี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อแก้ไขปัญหานี้ ได้แก่ การจัดตั้งศูนย์บำบัดฟื้นฟูยาเสพติดครบวงจรระดับจังหวัด จัดให้มีระบบดูแลผู้ป่วยใน ตั้งแต่การถอนพิษ ฟื้นฟูจิตเวช และเตรียมความพร้อมก่อนคืนสู่ครอบครัว พร้อมระบบติดตามจริงจัง โดยไม่ปล่อยให้โรงพยาบาลชุมชนแบกรับภาระผู้ป่วยนอกเพียงลำพัง
รวมถึงทบทวนระเบียบและแนวทางปฏิบัติร่วมกันระหว่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) สุขภาพจิต และประมวลกฎหมายยาเสพติด สำหรับกลุ่มเสี่ยงก่อความรุนแรงและกลุ่มที่ใช้กัญชาจนมีอาการทางจิต โดยเพิ่มกลไกกักตัวเพื่อประเมินผลและดูแลต่อเนื่องทันทีโดยไม่ต้องรอให้เกิดเหตุก่อน
ตลอดจน ปรับงบประมาณที่ซ้ำซ้อน ปรับเปลี่ยนงบประมาณจากโครงสร้างการฝึกอบรมระยะสั้นที่ไม่ได้ผล มาสนับสนุนเป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านเตียงบำบัดและบุคลากรจิตเวชในระดับพื้นที่ ทั้งนี้ ขอให้ฝ่ายบริหาร เร่งอุดช่องว่างทางกฎหมาย คืนความปลอดภัยและความสงบสุขให้แก่ครอบครัวและชุมชนทั่วประเทศต่อไป
ฝ
คณรัตน์ ยินดีมิตร / ข่าว
ลักขณา เทียกทอง / เรียบเรียง