นายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภาและประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นประธานในพิธีมอบรางวัลพานแว่นฟ้า ประจำปี 2569 ซึ่งจัดโดยคณะกรรมการรางวัลพานแว่นฟ้า สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร เพื่อส่งเสริมวรรณกรรมที่สะท้อนสังคมและส่งเสริมความเป็นประชาธิปไตย โดยมีนางจงเดือน สุทธิรัตน์ รองเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร กล่าวรายงาน
ประธานรัฐสภา กล่าวว่า ตนเองเป็นคนที่ชื่นชอบการอ่านมาตั้งแต่วัยรุ่น และเห็นว่าการอ่านวรรณกรรมมีส่วนสำคัญในการสร้างความรู้และจินตนาการ ทำให้ผู้อ่านได้เห็นเรื่องราวต่าง ๆ ผ่านมุมมองที่หลากหลาย จึงต้องการส่งเสริมให้การอ่านและการเขียนยังคงอยู่ในสังคมไทย โดยเฉพาะในกลุ่มเยาวชน ซึ่งรางวัลพานแว่นฟ้าเป็นหนึ่งในโครงการที่จะช่วยรักษาและสืบสานความเป็นไทย ผ่านการส่งเสริมการเขียนและการอ่าน เพราะปัจจุบันคนจำนวนไม่น้อยเขียนหนังสือน้อยลง จึงต้องช่วยกันสร้างพื้นที่ให้การอ่านและการเขียนยังคงมีบทบาทในสังคมไทย พร้อมกล่าวชื่นชมผู้ที่ส่งผลงานเข้าประกวดทุกคน แม้จะไม่ได้รับรางวัล เพราะการกล้าที่จะสร้างสรรค์ผลงานและส่งเข้าประกวดถือเป็นสิ่งที่มีคุณค่า และขอให้ทุกคนอย่าท้อถอย เดินหน้าสร้างสรรค์ผลงานต่อไป โดยตนเห็นความสำคัญของการอ่าน การเขียน การพูด และการฟัง จึงได้ดำเนินโครงการ สุ จิ ปุ ลิ และตั้งใจจะผลักดันโครงการอย่างต่อเนื่อง รวมถึงให้ความสำคัญกับการเผยแพร่วรรณกรรมผ่านห้องสมุดรัฐสภา เพื่อส่งเสริมให้เกิดวัฒนธรรมการเรียนรู้และการสื่อสารในสังคม
นอกจากนี้ ประธานรัฐสภา ยังกล่าวถึงการเปลี่ยนแปลงในยุคดิจิทัลว่า ปัจจุบัน AI เข้ามามีบทบาทในการสร้างสรรค์ผลงานมากขึ้น แต่ควรใช้อย่างสมดุลกับชีวิตจริง เพราะ AI ไม่สามารถสร้างจิตวิญญาณได้ ขณะที่การเขียน การพูด และการถ่ายทอดความรู้สึกจากประสบการณ์ของมนุษย์ ยังคงมีคุณค่าและเสน่ห์เฉพาะตัว
ทั้งนี้ ประธานรัฐสภา กล่าวว่า แม้นักเขียนจะสร้างสรรค์ผลงานที่มีคุณภาพมากเพียงใด แต่หากผลงานเหล่านั้นไม่ได้รับการเผยแพร่และไม่มีคนอ่าน ก็อาจทำให้คุณค่าของวรรณกรรมไม่สามารถเข้าถึงประชาชนได้อย่างเต็มที่ จึงต้องการให้รัฐสภาเข้ามามีส่วนในการผลักดันการเผยแพร่ผลงานเหล่านี้ โดยเฉพาะผ่านห้องสมุดรัฐสภาในปีงบประมาณ 2570 รวมถึงการประชาสัมพันธ์และนำผลงานที่ส่งเข้าประกวดเผยแพร่ผ่านสื่อของรัฐสภา เพื่อให้ประชาชนได้เข้าถึงและซึมซับผลงานที่มีคุณค่า
จากนั้น ประธานรัฐสภาได้มอบรางวัลให้แก่ผู้ชนะการประกวดทั้งประเภทเรื่องสั้นและบทกวี โดยรางวัลชนะเลิศ ประเภทเรื่องสั้น ได้แก่ มาตุ-ภูมิ โดย วัฒน์ ยวงแก้ว ขณะที่รางวัลรองชนะเลิศ ได้แก่ ผี/พ่อ/ผม โดย วุฒินันท์ ชัยศรี และ เมื่อความร้อนไม่เคยลงคะแนน โดย วิรัช ขันตยานุกูลกิจ
ส่วนรางวัลชนะเลิศ ประเภทบทกวี ได้แก่ ใบสั่งซื้อยังไม่ได้ใบเสร็จ โดย สงกาสังข์ และรางวัลรองชนะเลิศ ได้แก่ พยัญ (ไม่) ชนะ สระบนไม่เหนือใคร (เพราะรวมเป็นหนึ่ง จึงงดงาม) โดย ปะการัง และ ร่มพยุงเมือง โดย วัทนพร บุญชู
โดยผู้ได้รับรางวัลชนะเลิศทั้ง 2 ประเภท จะได้รับโล่รางวัลพานแว่นฟ้า เกียรติบัตรของประธานรัฐสภา พร้อมเงินรางวัล 100,000 บาท ส่วนรองชนะเลิศได้รับเงินรางวัล รางวัลละ 60,000 บาท และผู้ได้รับรางวัลชมเชยได้รับเกียรติบัตรของประธานรัฐสภา พร้อมเงินรางวัล รางวัลละ 30,000 บาท
นอกจากนี้ ในงานดังกล่าวยังมีการเสวนา หัวข้อ 25 ปี รางวัลพานแว่นฟ้า :วรรณกรรมวิวัฒน์ โดย นายอดุล จันทรศักดิ์ ศิลปินแห่งชาติสาขาวรรณศิลป์ ประจำปี 2551 นางชมัยภร บางคมบาง ศิลปินแห่งชาติสาขาวรรณศิลป์ ประจำปี 2557 รองศาสตราจารย์ ธัญญา สังขพันธานนท์ ศิลปินแห่งชาติสาขาวรรณศิลป์ ประจำปี 2559 รวมทั้งมีกิจกรรมแสดงดนตรี ชุดสุนทรียภาพแห่งประชาธิปไตย : ภาพสะท้อนสังคมผ่านบทเพลง โดย วง 108 Live Band
สำหรับรางวัลพานแว่นฟ้า จัดขึ้นต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2545 เพื่อส่งเสริมวรรณกรรมการเมือง เปิดพื้นที่ให้ประชาชนใช้เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นผ่านงานวรรณกรรม และส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน ตลอดจนปลูกจิตสำนึกความเป็นพลเมืองในระบอบประชาธิปไตย โดยปี 2569 มีผู้ส่งผลงานเข้าประกวดรวม 856 ผลงาน แบ่งเป็นเรื่องสั้น 384 ผลงาน และบทกวี 472 ผลงาน
ทัดดาว ทองอิ่ม / ข่าว
ลักขณา เทียกทอง / เรียบเรียง
.jpg)