26 พ.ค. 69 - มติวุฒิสภา รับทราบรายงานการศึกษาความเป็นไปได้จัดตั้งสายการเดินเรือแห่งชาติฯ ของ กมธ.การคมนาคม วุฒิสภา ชี้ สายการเดินเรือแห่งชาติ แบบรัฐลงทุนเองไม่คุ้มทุน แนะรัฐเปลี่ยนบทบาทเป็นผู้หนุน-ดันเอกชนขับเคลื่อน เพื่อเพิ่มขีดแข่งขันพาณิชย์นาวีไทย ย้ำ ไทยต้องเร่งปฏิรูปโครงสร้างพาณิชย์นาวี หลังพึ่งพากองเรือต่างชาติกว่าร้อยละ 90 แนะรัฐมุ่งสร้างระบบนิเวศธุรกิจแทนลงแข่งเอกชน

image

        ที่ประชุมวุฒิสภา พิจารณารายงานการศึกษารายงานการพิจารณาศึกษา เรื่อง การศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดตั้งสายการเดินเรือแห่งชาติ และแนวทางการพัฒนาศักยภาพกองเรือพาณิชย์ไทย ซึ่งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การคมนาคม วุฒิสภา พิจารณาเสร็จแล้วและนำเสนอต่อที่ประชุมวุฒิสภา พิจารณา โดย นายภมร เชาว์ศิริกุล ประธานคณะอนุ กมธ.ศึกษานโยบายด้านการขนส่งทางน้ำและพาณิชยนาวี ใน กมธ.การคมนาคม วุฒิสภา ระบุว่า ประเทศไทยพึ่งพาการค้าและการขนส่งทางทะเลสูงถึงร้อยละ 90 ของการค้าระหว่างประเทศ แต่กลับมีข้อจำกัดด้านกองเรือไทยที่ยังมีขนาดเล็ก เรือมีอายุการใช้งานสูง และยังขาดหน่วยงานกลางในการบูรณาการยุทธศาสตร์อย่างเป็นระบบ จากผลการศึกษาในมิติเศรษฐกิจและการเงินพบว่า การจัดตั้งสายการเดินเรือแห่งชาติในรูปแบบที่รัฐลงทุนโดยตรงนั้นไม่ผ่านเกณฑ์ความคุ้มค่าทางการเงิน ทั้งในแง่ของมูลค่าปัจจุบันสุทธิ (NPV) และอัตราผลตอบแทนทางการเงิน (FIRR) เนื่องจากธุรกิจการเดินเรือระหว่างประเทศต้องใช้เงินลงทุนสูงและมีความเสี่ยงจากความผันผวนของค่าระวางเรือและเศรษฐกิจโลก ซึ่งอาจก่อให้เกิดภาระทางคลังในระยะยาวได้ นอกจากนี้ ยังพบข้อจำกัดทางกฎหมายที่สำคัญ โดยเฉพาะรัฐธรรมนูญ มาตรา 74 วรรค 2 ที่กำหนดไม่ให้รัฐประกอบกิจการแข่งขันกับเอกชน เว้นแต่จะจำเป็นเพื่อความมั่นคง หรือประโยชน์สาธารณะ ขณะที่บทเรียนจากต่างประเทศ เช่น เกาหลีใต้ ชี้ให้เห็นว่าความสำเร็จไม่ได้มาจากการที่รัฐเป็นเจ้าของกิจการเอง แต่มาจากการที่รัฐทำหน้าที่สนับสนุนภาคเอกชนผ่านมาตรการทางการเงินและนโยบายภาษี

        นายภมร กล่าวเพิ่มเติมว่า กมธ. มีข้อเสนอแนวทางเชิงนโยบาย 5 ประการ เพื่อให้เกิดการพัฒนาอุตสาหกรรมพาณิชย์นาวีไทยอย่างยั่งยืน ได้แก่ การกำหนดหน่วยงานเจ้าภาพหลัก เพื่อบูรณาการยุทธศาสตร์พาณิชย์นาวีอย่างมีเอกภาพ การส่งเสริมการขนส่งชายฝั่ง เพื่อลดต้นทุนโลจิสติกส์และเพิ่มบทบาทกองเรือไทย การพัฒนาเครื่องมือทางการเงินและกองทุนสนับสนุน เพื่อช่วยผู้ประกอบการเข้าถึงแหล่งทุน การปฏิรูประบบภาษีและสิทธิประโยชน์ เพื่อสร้างแรงจูงใจในการลงทุน และการปรับปรุงกฎหมายให้ทันสมัย สอดคล้องกับมาตรฐานสากลและเอื้อต่อการดำเนินธุรกิจ

        นายภมร กล่าวทิ้งท้ายว่า แนวทางที่เหมาะสมที่สุดสำหรับประเทศไทยคือการที่รัฐปรับบทบาทจากผู้ประกอบการมาเป็นผู้สนับสนุนและสร้างระบบนิเวศทางธุรกิจ เพื่อเปิดโอกาสให้เอกชนใช้ความคล่องตัวขับเคลื่อนอุตสาหกรรม เสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว ทั้งนี้ ที่ประชุมวุฒิสภามีมติรับทราบรายงานและข้อเสนอแนะของคณะกรรมาธิการการคมนาคม และเห็นชอบให้นำส่งคณะรัฐมนตรี เพื่อใช้ประกอบการกำหนดแนวทางพัฒนาอุตสาหกรรมพาณิชย์นาวีและการขนส่งทางทะเลของประเทศต่อไป

 

คณรัตน์ ยินดีมิตร / ข่าว / เรียบเรียง 

ประมวลผลภาพ

วิดีโอ