26 พ.ค. 69 - คณะ กมธ.การพัฒนาการเมืองฯ วุฒิสภา รับเรื่องร้องเรียนจากกลุ่มชาติพันธุ์ชาวเล จ.พังงา และกะเหรี่ยงโปว์ จ.อุทัยธานี กรณีปัญหาการออกเอกสารสิทธิทับซ้อนและข้อจำกัดการใช้พื้นที่ทำกิน เตรียมส่งอนุ กมธ.ตรวจสอบข้อเท็จจริง พร้อมเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหารือหาแนวทางแก้ไข

image

          นายนรเศรษฐ์ ปรัชญากร ประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การพัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิ เสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา พร้อมคณะกมธ. รับหนังสือจาก 2 กลุ่มชาติพันธุ์ ประกอบด้วย กลุ่มชาติพันธุ์ชาวเล (มอแกลน) บ้านทับตะวัน อำเภอตะกั่วป่า จังหวัดพังงา และกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงโปว์ บ้านแก่นมะกรูด อำเภอบ้านไร่ จังหวัดอุทัยธานี นำโดย นายวิทวัส เทพสง ผู้ประสานงานเครือข่ายชาติพันธุ์ ขอให้คณะกมธ.พิจารณากรณีชาวบ้านกลุ่มชาติพันธุ์ชาวเลถูกกลุ่มทุนปิดกั้นเส้นทางทำมาหากิน โดยเฉพาะพื้นที่ขุมเขียว อันเป็นผลมาจากการออกเอกสารสิทธิของเอกชนทับซ้อนที่ดินทำกินของกลุ่มชาติพันธุ์ในพื้นที่ และกรณีกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงโปว์ที่เสี่ยงถูกดำเนินคดีในพื้นที่ทำกิน ภายหลังมีการติดป้ายห้ามบุกรุกจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชน จึงต้องการให้ตรวจสอบประเด็นดังกล่าวเพื่อยืนยันสิทธิการใช้ประโยชน์ในที่ดิน

         นายวิทวัส กล่าวว่า แม้กลุ่มชาติพันธุ์ทั้ง 2 กลุ่มจะได้รับความคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 และมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2553 และวันที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2553 แต่ไม่สามารถดำรงสิทธิดั้งเดิมได้ ชาวกลุ่มชาติพันธุ์มีความหวังกับกฎหมายที่จะคุ้มครองสิทธิและวิถีชีวิตของพวกเขา แต่ในความเป็นจริงยังคงเผชิญปัญหาการละเมิดสิทธิอย่างต่อเนื่อง เช่น กรณีชุมชนทับตะวัน ที่ถูกโครงการท่องเที่ยวและโรงแรมขนาดใหญ่ล้อมพื้นที่ พร้อมมีการอ้างเอกสารสิทธิที่ชาวบ้านยังไม่ยอมรับมาทับทางสาธารณะ ส่งผลให้ชาวบ้านกว่า 700 คน เสี่ยงถูกดำเนินคดี ขณะที่ชุมชนแก่นมะกรูดยังคงได้รับผลกระทบจากคดีตามแผนทวงคืนผืนป่า แม้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จะสิ้นสุดไปแล้ว แต่กฎหมายและคดีที่เกิดขึ้นในช่วงนั้นยังคงมีผล ปัจจุบันมีคดีอยู่ในชั้นอัยการกว่า 15 คดี สะท้อนว่าการละเมิดสิทธิกลุ่มชาติพันธุ์ยังคงเกิดขึ้น แม้จะมีรัฐธรรมนูญ กฎหมายที่เกี่ยวข้อง และมติ ครม. รองรับ จึงเรียกร้องให้คณะกมธ.ลงพื้นที่ตรวจสอบทั้ง 2 กรณี เพื่อให้ความเป็นธรรมและหาทางช่วยเหลือให้ชาวบ้านสามารถดำรงวิถีชีวิตได้ต่อไป เพราะขณะนี้ชาวบ้านได้รับความเสียหายและสูญเสียรายได้จำนวนมาก แต่ปัญหายังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง

          นายนรเศรษฐ์ กล่าวภายหลังรับหนังสือว่า จะนำทั้ง 2 ประเด็นเข้าหารือในคณะกมธ. ก่อนมอบหมายให้คณะอนุกมธ.สิทธิมนุษยชน สิทธิ และเสรีภาพ นำไปพิจารณา พร้อมเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชนในพื้นที่เข้ามาชี้แจงข้อเท็จจริง และหาแนวทางแก้ไขให้เป็นรูปธรรม เพื่อประโยชน์ของทุกฝ่ายต่อไป

 

ณัฐเดช เอียดปุ่ม ข่าว/เรียบเรียง

ประมวลผลภาพ

วิดีโอ