26 พ.ค. 69 – ที่ประชุมวุฒิสภา พิจารณารายงานเรื่องแนวทางการป้องกันและลดอุบัติเหตุด้านการคมนาคม สว. ผลัดเปลี่ยนอภิปราย ชี้สูญเสียทางเศรษฐกิจมหาศาล พร้อมแนะปฏิรูปกฎหมาย ดึงเทคโนโลยีมาใช้

image

          นายสุนทร เชาว์กิจค้า ประธานอนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษาแนวทางการป้องกันและลดอุบัติเหตุด้านการคมนาคม ในคณะกรรมาธิการการคมนาคม วุฒิสภา กล่าวรายงานเรื่องแนวทางการป้องกันและลดอุบัติเหตุด้านการคมนาคมต่อที่ประชุมวุฒิสภา ว่า ปัญหาของการเกิดอุบัติเหตุทางบก พบการขับรถด้วยความเร็วเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด ดื่มสุราและของมึนเมา คน สัตว์ ยานพาหนะ ตัดหน้ากระชั้นชิด และฝ่าฝืนเครื่องหมายจราจร พบว่าผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ที่เสียชีวิตส่วนใหญ่ เป็นเด็กและเยาวชน ที่อาจมีความประมาทสูงและไม่มีประสบการณ์การขับขี่ที่ปลอดภัย โดยทาง สสส. ประเมินผลกระทบต่อ GDP พบว่าอุบัติเหตุทางถนนสร้างความสูญเสียทางเศรษฐกิจประมาณ 5 แสนล้านบาทต่อปี หรือ 3-4% ของ GDP นับว่าเป็นความสูญเสียที่สูงและเป็นอุปสรรคต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ
         แต่เมื่อพิจารณาจากสถิติโดยรวมของการเกิดอุบัติเหตุทางบก พบว่า มีแนวโน้มลดลง สะท้อนทิศทางเชิงบวกในการทำงานเชิงนโยบาย การบังคับใช้กฎหมาย และความร่วมมือจากหลายภาคส่วนที่เริ่มเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม เห็นได้จากสถิติและจำนวนอัตราการเสียชีวิต ระหว่างปี 2554-2568 ที่ลดลง โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องวางกลไกการจัดการความปลอดภัยทางถนน ภายใต้ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการป้องกันและอุบัติเหตุทางถนน พ.ศ. 2554 ส่วนมาตรการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางบก ได้นำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาใช้ ดำเนินนโยบายความเร็วเชิงพื้นที่ตามบริบทของถนน ทำถนนให้ปลอดภัยตามความผิดพลาดของคน โดยออกแบบลดความรุนแรงเมื่อชน และติดตั้งระบบ IT ในการแจ้งเตือนความเร็วและสภาพถนนแบบเรียลไทม์
         ส่วนสาเหตุของอุบัติเหตุทางน้ำ มาจากการขาดความรู้ในการปฏิบัติเมื่อขึ้นเรือโดยสาร ความไม่ปลอดภัยของเรือ และสภาพอากาศแปรปรวน ปัจจุบันกรมเจ้าท่าได้จัดการมาตรการความปลอดภัย ส่งผลให้อุบัติเหตุลดลงอย่างต่อเนื่อง ขณะที่สาเหตุของการเกิดอุบัติเหตุทางอากาศ แม้จากการศึกษาจะพบว่าน้อยกว่าทางบกและทางเรือ แต่ก็ยังมีความเสี่ยง เช่น อากาศยานชนนก ระบบอากาศยานล้มเหลวหรือขัดข้อง ความปลอดภัยบนทางวิ่ง การรุกล้ำทางวิ่ง การไถลออกนอกทางวิ่ง โดยสถิติการเกิดอุบัติเหตุช่วง 5-10 ปีที่ผ่านมา พบว่ามีอุบัติเหตุและอุบัติการณ์รุนแรงเกิดขึ้นในประเทศ โดยภาพรวมการบินทั่วไปถือว่าอุบัติเหตุมีจำนวนน้อยเมื่อเทียบกับทั่วโลก
         คณะอนุกรรมาธิการฯ มีข้อเสนอแนะว่า แม้อุบัติเหตุภาพรวมจะลดลงแต่ก็ยังมีความสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สินที่เกิดขึ้นแบบรายวัน จึงมีข้อเสนอ 3 ด้านหลัก ได้แก่ การบังคับใช้กฎหมาย โดยเสนอทบทวนร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีจราจร พ.ศ. .... ให้บังคับเฉพาะคดีจราจรที่ส่วนใหญ่เป็นความผิดลหุโทษและมีโทษเพียงค่าปรับตามกฎหมายอาญา จัดตั้งแผนกคดีจราจรในศาลแขวงและศาลจังหวัดจากคดีอาญาทั่วไป เสนอการนำระบบเทคโนโลยีอัจฉริยะและ AI มาใช้ควบคู่กับกฎหมาย เสนอให้มีการศึกษาการทำโทษปรับรายวันตามรายได้ที่มีใช้ในต่างประเทศมาปรับใช้ให้เหมาะสมกับบริบทของไทย เสนอจัดตั้งสำนักงานคณะกรรมการความปลอดภัยแห่งชาติที่มีสถานะเป็นอิสระที่เป็นกลางเพื่อชี้มูลความผิดพลาดของหน่วยงานรัฐ ลักษณะการเรียนรู้หลักสูตรมนุษย์ปัจจัยให้กับหน่วยงานด้านการศึกษา และหน่วยงานทางภาครัฐและเอกชน สร้างความตระหนักรู้และการป้องกันไม่ให้เกิดอุบัติเหตุ
         จากนั้น สว.ผลัดเปลี่ยนกันอภิปราย โดยนายสุทนต์ กล้าการขาย ชี้ว่าแม้อัตราการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนสูงถึง 26.65 คนต่อประชากร 100,000 คน ถือว่าสูงมากเมื่อเทียบกับมาตรฐานสากล และผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่เป็นกลุ่มที่ขับขี่รถจักรยานยนต์ คนเดินถนน และเยาวชน สะท้อนว่าปัญหาอุบัติเหตุทางถนนไม่ใช่แค่อุบัติเหตุ แต่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่เกี่ยวกับการบริหารจัดการภาครัฐ การบังคับใช้กฎหมาย การออกแบบเมือง ระบบคมนาคม วินัยจราจรและการปลูกฝังพฤติกรรมความปลอดภัยตั้งแต่วัยเด็ก ตนเห็นตัวอย่างยิ่งกับข้อเสนอที่ระบุว่าควรมีสถาบันความปลอดภัยทางถนน หรือองค์กรหลักที่มีอำนาจหน้าที่โดยตรงอย่างเป็นรูปธรรม มาทำหน้าที่กำหนดนโยบายบูรณาการข้อมูล ติดตามประมวลผล และขับเคลื่อนมาตรการเชิงรุกอย่างต่อเนื่อง
         ด้าน ว่าที่พันตรี กรพจน์ รุ่งหิรัญวัฒน์ เสนอปิดความเสี่ยงและลดอุบัติเหตุอย่างยั่งยืน โดยตั้งศูนย์ข้อมูลอุบัติเหตุแห่งชาติ เชื่อมข้อมูลทุกหน่วยงาน ใช้เทคโนโลยีป้องกันอุบัติเหตุ กล้องอัจฉริยะ ระบบเตือนความเสี่ยง ปฏิรูปการบังคับใช้กฎหมายจริงจัง เท่าเทียม โปร่งใส ปลูกฝังวินัยจราจรตั้งแต่เด็ก บรรจุในระบบการศึกษา และเปิดเผยผลดำเนินงานต่อประชาชนให้สามารถตรวจสอบได้ทุกมาตรการ
         ขณะที่นายปริญญา วงศ์เชิดขวัญ หยิบยกกรณีอุบัติเหตุบนถนนพระราม 2 โดยระบุว่ามีเหตุการณ์เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีก ซึ่งอาจเกิดจากความผิดพลาดของผู้รับเหมาหรือไม่มีการแนะนำเรื่องกฎหมายความปลอดภัยในการก่อสร้าง มีมาตรการการรับผิดมากเพียงพอหรือไม่ เพราะสถานการณ์แบบนี้ไม่ควรเกิดขึ้น ประชาชนต้องการความปลอดภัย รวมไปถึงการใช้รถประจำทาง การดูแลตรวจสอบสภาพรถที่ต้องมีความปลอดภัย
         นางสาวนันทนา นันทวโรภาส ชี้มีสาเหตุ 5 ด้านหลัก ประกอบด้วย การบังคับใช้กฎหมาย การปรับแก้กฎหมายที่ล้าสมัย วิศวกรรมจราจร สภาพยานพาหนะ และความหนาแน่นบนท้องถนน จะต้องสร้างวิธีคิดใหม่ คือ ถนนเป็นพื้นที่พิเศษ ทุกคนต้องปฏิบัติตามกฎจราจร การกล้าบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังไม่มีละเว้น ต้องยกเลิกกฎระเบียบที่ล้าสมัย เช่น มาตรฐานความเร็วที่ปัจจุบันควรจะเป็นตัวเลขเดียวกัน และประกาศใช้ให้รับรู้กันทั้งประเทศ และจะต้องปรับปรุงวิศวกรรมจราจรให้ปลอดภัยมากกว่าที่เป็นอยู่

ทัดดาว ทองอิ่ม ข่าว / เรียบเรียง

 

ประมวลผลภาพ

วิดีโอ