นายเทวฤทธิ์ มณีฉาย สมาชิกวุฒิสภา (สว.) กล่าวว่า เสียงประชามติ 21.6 ล้านเสียง ที่เห็นชอบให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เป็นสิ่งสำคัญอย่างมาก เพราะในอดีตไม่เคยมีการทำประชามติเพื่อถามเรื่องนี้ ผู้ที่รณรงค์เรื่องจัดทำรัฐธรรมนูญไม่เคยมีหลักฐานชัดเจนว่าประชาชนเห็นด้วย แต่ประชามติครั้งนี้บอกชัดเจนว่าประชาชนต้องการรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แม้เราอาจจะไม่มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่โดยทันที แต่เป็นการเริ่มกระบวนการที่จะได้มาซึ่งรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
นายเทวฤทธิ์ มองว่า มี 3 ประเด็นที่เป็นเรื่องถกเถียงสำหรับการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ คือ 1. จะมีคูหาเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) หรือไม่ 2. อำนาจของสมาชิกวุฒิสภา (สว.) เป็นเรื่องถกเถียงกันว่าจะเพิ่มอำนาจ สว. ในการให้ความเห็นชอบเนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เมื่อผ่าน สสร." ก่อนไปทำประชามติสุดท้าย ต้องมีเงื่อนไขว่าต้องผ่านเสียง สว. หรือไม่ เช่น 1 ใน 3, 1 ใน 4, 1 ใน 5 และ 3. สุดท้ายจะแก้ได้ทั้งฉบับหรือไม่ หากมีเงื่อนไขล็อคไว้ อาจจะไม่เรียกว่าเป็นการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่
ขณะที่ร่างของพรรคภูมิใจไทย มองใน 4 ประเด็น คือ 1. ไม่มีคูหาให้ประชาชนเลือก สสร. โดยใช้รูปแบบ สสร. 100 คน เป็นผู้สมัครจาก 77 จังหวัด และ 23 คน จากกลุ่มผู้เชี่ยวชาญ และ สสร. สำรอง อีก 300 คน แล้วให้รัฐสภาเลือกอีกครั้ง จากนั้น สสร. เลือก คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ 45 คน มาจาก สสร. 30 คน และ สสร. สำรองอีก 15 คน และคณะกรรมาธิการเพื่อรับฟังความคิดเห็นและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน 45 คน มาจาก สสร. 15 คน สสร. สำรอง 15 คน และบุคคลภายนอกอีก 15 คน ซึ่งมีคำถามว่าเหตุใดจึงไม่มีคูหา โดยคาดว่ากังวลเรื่องคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญว่ารัฐสภาไม่อาจให้ประชาชนเลือกผู้ร่างได้โดยตรง แต่ตนยืนยันว่าข้อความในคำวินิจฉัยระบุว่ารัฐสภาสามารถแก้รัฐธรรมนูญเพื่อเปิดให้จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้ สามารถแก้มาตรา 256 แปลว่ารัฐสภาไม่สามารถแก้ไขวิธีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้โดยลำพัง ทำได้เพียงแค่ริเริ่มหรือแสดงความต้องการผ่านร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 และ หมวด 15/1 ซึ่งจะสมบูรณ์ได้ต้องไปถามประชามติจากประชาชน ดังนั้นคนที่จะให้ประชาชนเลือก สสร.ได้หรือไม่ ไม่ใช่รัฐสภาแต่ต้น หากแต่เป็นประชาชนผ่านประชามติดังกล่าว
นายเทวฤทธิ์ กล่าวอีกว่า ประเด็นที่ 2 ร่างรัฐธรรมนูญจะต้องได้รับความเห็นชอบจาก สว. ไม่น้อยกว่า 1 ใน 4 (50 เสียง) ก่อนนำไปทำประชามติ โดยมองว่าเรื่องอำนาจของ สว. ควรยึดหลัก 1 เสียงเท่ากัน ทำให้เสียง สส. และ สว. มีอำนาจเท่ากันสำหรับการลงมติในรัฐสภา ซึ่งการกำหนดให้ต้องใช้เสียง สว. พิเศษอีกนั้น มองว่าเป็นการลดทอนอำนาจประชาชน ขณะที่ประเด็นที่ 3 ร่างของพรรคภูมิใจไทยที่ระบุว่าไม่สามารถแก้ไขหมวด 1-2 ได้ โดยต้องเข้าใจว่าใน รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ชัดเจนว่าไม่สามารถแก้ไขรูปแบบของรัฐและรูปแบบการปกครองได้ ซึ่งผลของประชามติให้จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แปลว่าต้องจัดทำทั้งฉบับได้ หากมีหมวดที่ล็อคไว้ว่าไม่สามารถแก้ไขได้ จึงเป็นประเด็นคำถามเรื่องความชอบธรรมในการทำตามผลประชามติ
และประเด็นสุดท้าย คือ รัฐธรรมนูญ ปี 2560 บัญญัติช่องทางหลักในการเสนอร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ไว้ 4 ช่องทาง คือ คณะรัฐมนตรี (ครม.), สส. เข้าชื่อกันไม่น้อยกว่า 1 ใน 5 (100 คน), สส. และ สว. เข้าชื่อร่วมกันไม่น้อยกว่า 1 ใน 5 (140 คน) และประชาชน จำนวน 50,000 คน โดยร่างของพรรคภูมิใจไทย ตัดช่องทางการยื่นเสนอญัตติให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ ในส่วนของประชาชนออก
นอกจากนี้ นายเทวฤทธิ์ ยังตั้งข้อสังเกตว่า เดิม ครม. ไม่ให้เดินหน้าต่อในการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญในวาระที่ 2 จากสภาชุดที่แล้ว แต่ครั้งนี้กลับมาแบบรวดเร็ว จึงอยากให้มีความรอบคอบ และเห็นว่าเมื่อเริ่มกระบวนการใหม่อาจมีผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่รณรงค์เรื่องนี้ โดยเฉพาะภาคประชาชนที่ต้องการจะยื่นเสนอร่างรัฐธรรมนูญเข้ามาสู่รัฐสภาเช่นกัน ทั้งนี้ หวังว่าประธานรัฐสภาจะให้โอกาสภาคประชาชน ในการรวบรวมรายชื่อ ซึ่งต้องใช้เวลา
ทัดดาว ทองอิ่ม ข่าว / เรียบเรียง
แฟ้มภาพ