16 ม.ค.69 – ประธานอนุ กมธ.ด้านการเงิน วุฒิสภา ระบุอาชญากรรมทางเทคโนโลยีและการเงินมีรูปแบบแนบเนียน ซับซ้อนมากขึ้น โดยเฉพาะการปลอมแปลงเพจและแอบอ้างหน่วยงานรัฐ-นิติบุคคลผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล ชี้แพลตฟอร์มที่ไม่จดทะเบียนในประเทศไทยเป็นข้อจำกัดสำคัญในการบังคับใช้กฎหมาย พร้อมเดินหน้าผลักดันมาตรการ ยกระดับการยืนยันตัวตนและความร่วมมือภาคการเงิน ช่วยลดความเสียหายและคุ้มครองประชาชนจากภัยไซเบอร์อย่างยั่งยืน

image

          นายพงษ์ศักดิ์ เกิดวงศ์บัณฑิต ประธานคณะอนุกรรมาธิการ (กมธ.) ด้านการเงิน ในคณะกรรมาธิการการเศรษฐกิจ การเงิน และการคลัง วุฒิสภา กล่าวถึงสถานการณ์อาชญากรรมทางเทคโนโลยีและภัยทางด้านการเงิน ที่กำลังเป็นปัญหาอยู่ในขณะนี้ โดยเฉพาะปัญหาการปลอมแปลงเพจ การแอบอ้างชื่อภาครัฐและนิติบุคคล รวมถึงการใช้ช่องโหว่ของระบบชำระเงินบนแพลตฟอร์มดิจิตอลเพื่อหลอกลวงประชาชน ซึ่งเหตุการณ์ทั้งหมด เกิดจากมีคนปลอมเพจบริษัทดังกล่าว นำไปหลอกลวงประชาชนให้โอนเงินมาให้ ดังนั้นทางคณะกรรมาธิการฯ จึงได้มอบหมายให้คณะอนุกรรมาธิการด้านการเงิน พิจารณาศึกษาเชิงรุก ประชุมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) หรือตำรวจไซเบอร์ ศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ (ศปอส.ตร.) ธนาคารแห่งประเทศไทยและผู้ประกอบการแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ ซึ่งพบว่า ปัจจุบันมิจฉาชีพมีการพัฒนารูปแบบการหลอกลวงที่มีความแนบเนียน และซับซ้อนมากขึ้น โดยอาศัยแพลตฟอร์มจากต่างประเทศเป็นเครื่องมือหลัก และมักจะหลีกเลี่ยงการกำกับดูแลของกฎหมายไทย ทำให้คณะอนุกรรมาธิการฯ มีความกังวลว่าแพลตฟอร์ม ที่ไม่มีสำนักงานหรือไม่ได้จดทะเบียนในประเทศไทย จะเป็นข้อจำกัดสำคัญในการบังคับใช้กฎหมาย ซึ่งการจัดการบัญชีที่เข้าข่ายกระทำความผิด ปัจจุบันทำได้เพียงแค่การตั้งรับ และไม่อาจแก้ไขปัญหาได้อย่างยั่งยืน หากขาดมาตรการเชิงระบบ 

          นายพงษ์ศักดิ์ กล่าวอีกว่า ภายหลังการประชุมร่วมกันกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พบว่าการยกระดับหรือการยืนยันตัวตน เป็นหัวใจสำคัญในการป้องกันการปลอมแปลงและการแอบอ้างเพจ ตลอดจนการยืนยันตัวตนของนิติบุคคลบนแพลตฟอร์มออนไลน์ และการรายงานแพลตฟอร์มด้วยตัวเองก็จะสามารถปิดกั้นเพจปลอมภายในระยะเวลาอันรวดเร็ว ควบคู่กับการเพิ่มบทบาทของสถาบันการเงินในการรับรองบัญชี รับโอนของนิติบุคคล และการตรวจสอบสถานะบัญชีอย่างเข้มข้น ดังนั้นคณะอนุกรรมธิการจึงสนับสนุนให้ใช้แพลตฟอร์ม ที่จดทะเบียนในประเทศไทย และเน้นย้ำให้ประชาชนเลือกใช้บริการผ่านแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซที่จดทะเบียน และอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกฎหมายไทย ซึ่งสามารถจดทะเบียนได้ที่สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ หรือ ETDA มีมาตรฐานความปลอดภัยในการยืนยันตัวตนของร้านค้าและมีระบบคุ้มครองผู้บริโภคที่ชัดเจน แตกต่างจากการซื้อขายผ่านโซเชียลอีคอมเมิร์ซหรือแพลตฟอร์มที่ไม่ได้จดทะเบียนในประเทศไทย ซึ่งมีความเสี่ยงสูงต่อการหลอกลวง
นอกจากนี้ยังพบปัญหาจากมิจฉาชีพที่นำ QR Code ของร้านค้าไปใช้หลอกลวงให้ผู้เสียหายโอนเงินแล้วทำการยกเลิกในการรับเงินคืน ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอยู่ระหว่างการแก้ไขปัญหาดังกล่าว โดยการจัดทำมาตรการในการคืนเงินไปยังต้นทางบัญชีเงินโดยตรง ซึ่งมาตรการดังกล่าวจะตัดวงจรการหลอกลวงของมิจฉาชีพ ที่ใช้ช่องโหว่ในการชำระเงิน

          อย่างไรก็ตาม ทางคณะอนุกรรมาธิการขอความร่วมมือประชาชน ให้ใช้ความระมัดระวังในการทำธุรกรรม การเงินทางออนไลน์ ให้ตรวจสอบความถูกต้องของเพจเว็บไซต์ และบัญชีรับเงินอย่างรอบคอบ โดยเฉพาะหลีกเลี่ยงการโอนเงินไปยังบัญชีบุคคลธรรมดาที่ไม่สามารถตรวจสอบได้ ให้เลือกใช้แพลตฟอร์มที่จดทะเบียนในประเทศไทย เพราะมีมาตรการในการคุ้มครองผู้บริโภคและตรวจสอบได้ ซึ่งคณะกรรมาธิการจะเดินหน้าตรวจสอบร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และจะผลักดันมาตรการเชิงระบบ เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้กับประชาชน ลดความเสียหายจาก ทางเทคโนโลยีอย่างยั่งยืนต่อไป

 

คริส  พุทธชาติ ข่าว/เรียบเรียง (แฟ้มภาพ)

ประมวลผลภาพ

วิดีโอ