นายนิรัตน์ อยู่ภักดี ประธานกรรมาธิการ (กมธ.) การต่างประเทศ วุฒิสภา กล่าวเปิดการสัมมนาวิเคราะห์การแข่งขันมหาอำนาจ ระเบียบโลกถดถอย และภัยความมั่นคงยุคใหม่ ตั้งแต่สแกมเมอร์–AI–ยาเสพติด ถึงสถานการณ์ชายแดน ว่าสถานการณ์โลกในปัจจุบันเต็มไปด้วยความผันผวน ทั้งการแข่งขันระหว่างมหาอำนาจ ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจโลก และภัยความมั่นคงรูปแบบใหม่ จึงจำเป็นต้องมีเวทีแลกเปลี่ยนมุมมองเชิงยุทธศาสตร์ เพื่อประเมินความท้าทายและจัดทำข้อเสนอด้านการต่างประเทศและความมั่นคง เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการกำหนดยุทธศาสตร์ของรัฐบาลในอนาคต ซึ่งภายในงาน นายพงศ์ปราชญ์ มากแจ้ง เอกอัครราชทูตประจำกระทรวงการต่างประเทศ นำเสนอมุมมองภูมิรัฐศาสตร์โลกในระยะกลาง โดยระบุว่า ระเบียบโลกกำลังเปลี่ยนผ่านจากโลกขั้วอำนาจเดียวไปสู่โลกหลายขั้ว มีการแข่งขันระหว่างมหาอำนาจเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันระบบพหุภาคีนิยมเริ่มเสื่อมถอย หลายประเทศหันมายึดผลประโยชน์ของตนเองเป็นหลัก และใช้มาตรการกีดกันทางการค้าในรูปแบบใหม่ โดยเฉพาะด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งไทยจำเป็นต้องเฝ้าระวังผลกระทบ เนื่องจากเศรษฐกิจไทยพึ่งพาการส่งออกเป็นสัดส่วนสูง
นอกจากนี้ เวทีสัมมนายังชี้ว่าการถดถอยของกลไกระหว่างประเทศ ส่งผลให้ประชาชนทั่วโลกเผชิญภัยรูปแบบใหม่ อาทิ แก๊งสแกมเมอร์ ภัยจากปัญญาประดิษฐ์ และมลพิษข้ามพรมแดน ดังนั้น ไทยควรใช้ที่ตั้งทางภูมิศาสตร์เป็นจุดเชื่อมโยงเพื่อสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจและความมั่นคง ดำเนินการทูตเชิงสมดุล ไม่เลือกข้าง และเสริมสร้างความสัมพันธ์กับทุกขั้วอำนาจ
ด้าน พลอากาศเอก ประภาส สอนใจดี ผู้อำนวยการศูนย์แถลงข่าวร่วมสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา กล่าวถึงมิติความมั่นคงทางทหารว่า ไทยยังมีความพร้อมในการปกป้องอธิปไตย โดยกองทัพมีการเตรียมความพร้อมในทุกสถานการณ์ ใช้เทคโนโลยีด้านการข่าวและระบบสั่งการแบบเรียลไทม์ พร้อมย้ำว่าการปฏิบัติการของกองทัพไทยยึดหลักความเหมาะสมและสัดส่วน เพื่อรักษาเสถียรภาพและความสงบในภูมิภาค
ขณะที่ นายไผท สิทธิสุนทร ผู้ช่วยเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ระบุว่า ภัยความมั่นคงรูปแบบใหม่ เช่น แก๊งคอลเซ็นเตอร์ ยาเสพติด และอาชญากรรมข้ามชาติ เป็นปัญหาที่ซับซ้อนและเชื่อมโยงกันหลายมิติ ทั้งเทคโนโลยี การเงิน และอิทธิพลข้ามพรมแดน อีกทั้งยังอาจเกี่ยวพันกับการแข่งขันอิทธิพลของมหาอำนาจในเวทีโลก ซึ่งไทยจำเป็นต้องติดตามและเตรียมมาตรการรับมืออย่างรอบด้าน
อัญชิสา ก่อกิจฤกษ์ชัย ข่าว/เรียบเรียง