นายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง ให้การต้อนรับ นายแอนดรีส์ กริฟฟรอย รองประธานวุฒิสภาราชอาณาจักรเบลเยียม คนที่หนึ่ง และประธานกลุ่มความสัมพันธ์ทวิภาคีเบลเยียม-ไทย ภายใต้กรอบสหภาพรัฐสภาราชอาณาจักรเบลเยียม ในโอกาสเยือนประเทศไทย โดยหารือแนวทางกระชับความสัมพันธ์และขยายความร่วมมือระหว่างสองประเทศ ท่ามกลางสถานการณ์โลกที่เกิดปัญหาความขัดแย้งระหว่างประเทศ ปัญหาเศรษฐกิจ และความท้าทายด้านความมั่นคง สำหรับผลกระทบด้านเศรษฐกิจและการค้า นายแอนดรีส์ กล่าวว่าสงครามรัสเซีย-ยูเครน และความขัดแย้งในตะวันออกกลางส่งผลต่อราคาพลังงาน เศรษฐกิจ และความเชื่อมั่นของประชาชน จึงเห็นว่าไทยและเบลเยียมควรเพิ่มความร่วมมือโดยยึดหลักกฎกติการะหว่างประเทศ พร้อมสนับสนุนการผลักดันข้อตกลงการค้าเสรีไทย-สหภาพยุโรป (FTA ไทย-อียู) ให้มีความคืบหน้า เพื่อลดอุปสรรคและเพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจ รวมถึงให้ความสำคัญกับความเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างไทยกับเบลเยียม ซึ่งครอบคลุมความมั่นคง ประเด็นระดับโลก และการหารือทางการเมือง
นายแอนดรีส์ ยกตัวอย่างเทศกาลดนตรี Tomorrowland ซึ่งมีต้นกำเนิดจากเบลเยียมและมีแผนจัดในประเทศไทยว่า การขนส่งเวที อุปกรณ์ และบุคลากรระหว่างประเทศ ก่อนนำอุปกรณ์ไปจัดงานในบราซิลต่อ สะท้อนความซับซ้อนด้านการขนส่ง ภาษี และพิธีการต่าง ๆ จึงเห็นว่า FTA จะช่วยอำนวยความสะดวกและลดต้นทุนให้ภาคธุรกิจได้
ขณะที่ นายเลิศศักดิ์ แสดงความเห็นต่อประเด็นดังกล่าว โดยสนับสนุนการเจรจา FTA ไทย-อียู ซึ่งครอบคลุมประเทศสมาชิก 27 ประเทศ เพื่อขยายตลาดส่งออกและดึงดูดการลงทุน พร้อมชี้แจงว่าการเจรจาดำเนินมาถึงรอบที่ 10 ในช่วงต้นเดือนตุลาคม ที่ผ่านมา รัฐบาลตั้งเป้าสรุปผลภายในสิ้นปีนี้หรือต้นปี 2570 อย่างไรก็ตาม ต้องพิจารณาข้อกังวลจากภาคประชาสังคมควบคู่กัน โดยเฉพาะการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาและสิทธิของเกษตรกร สำหรับประเด็นยา ฝ่ายไทยสะท้อนข้อกังวลต่อมาตรฐานการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาที่สูงกว่าข้อตกลง TRIPS หรือ TRIPS Plus โดยเฉพาะข้อเสนอที่อาจขยายระยะเวลาคุ้มครองสิทธิบัตรยาบางประเภทจาก 20 ปีเป็น 25 ปี ซึ่งอาจทำให้ยาสามัญเข้าสู่ตลาดล่าช้า กระทบการเข้าถึงยาและเพิ่มภาระค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุข พร้อมยกข้อมูลว่าการนำเข้าผลิตภัณฑ์ยาจากเบลเยียมคิดเป็นประมาณร้อยละ 25 ของมูลค่าการนำเข้ายาทั้งหมด ประกอบการหารือ ทั้งนี้ คณะอนุกรรมาธิการด้านสิทธิมนุษยชนได้จัดรับฟังความคิดเห็นจากผู้เข้าร่วมทั้งในสถานที่ประชุมและออนไลน์มากกว่า 100 คน เพื่อนำข้อกังวลไปประกอบการพิจารณาเจรจา
ส่วนสิทธิในพันธุ์พืช ฝ่ายไทยกล่าวถึงข้อกังวลต่อการปรับกฎหมายให้สอดคล้องกับอนุสัญญาที่มีข้อกำหนดเกี่ยวกับพันธุ์พืช UPOV 1991 ซึ่งอาจกระทบสิทธิของเกษตรกรในการเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้เพาะปลูกในฤดูกาลถัดไปและเพิ่มภาระต้นทุน โดยได้จัดทำรายงานศึกษาผลกระทบจาก FTA ไทย-อียู ความยาวประมาณ 200 หน้า รวบรวมความคิดเห็นและข้อกังวลจากภาคประชาสังคมเสนอต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พร้อมย้ำว่าสนับสนุนการเปิดเสรีทางการค้า แต่ต้องคุ้มครองสิทธิประชาชนและสร้างการยอมรับจากทุกภาคส่วนด้วย
สำหรับด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ทั้งสองฝ่ายหารือการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน และการมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน ควบคู่กับการปรับตัวรับผลกระทบ ทั้งระบบเตือนภัย การให้ความรู้ประชาชน และโครงสร้างพื้นฐานป้องกันภัยพิบัติ โดยฝ่ายเบลเยียมเสนอให้แลกเปลี่ยนประสบการณ์บริหารจัดการน้ำกับเบลเยียมและเนเธอร์แลนด์ พร้อมยกตัวอย่างการจัดซื้อที่ดินเพื่อพัฒนาเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำและพื้นที่รองรับน้ำในลักษณะคล้ายแก้มลิง เพื่อชะลอน้ำและลดความเสียหายจากอุทกภัย
นายแอนดรีส์ ยังกล่าวถึงระบบซื้อขายสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของสหภาพยุโรป (ETS) และแนวทางขยายมาตรการผ่าน ETS2 ซึ่งอาจส่งผลต่อต้นทุนของครัวเรือน การขนส่ง และธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม โดยเห็นว่าการรับมือปัญหาโลกร้อนต้องอาศัยความรับผิดชอบร่วมกันของทุกประเทศ และคำนึงถึงภาระของประชาชนและภาคธุรกิจ
ประเด็นหารือด้านแรงงานข้ามชาติและผู้ลี้ภัย ทั้งสองฝ่ายเห็นว่าเป็นประเด็นที่สามารถแลกเปลี่ยนประสบการณ์กันได้ โดยต้องคำนึงถึงสิทธิมนุษยชน การบริหารจัดการชายแดน ความต้องการแรงงาน ตลอดจนการป้องกันการค้ามนุษย์ การลักลอบนำพาผู้ย้ายถิ่นฐาน และการเอารัดเอาเปรียบแรงงาน ฝ่ายไทยชี้แจงว่ารัฐบาลได้เปิดโอกาสให้ผู้ลี้ภัยจากเมียนมาในพื้นที่พักพิงชั่วคราวออกมาทำงานอย่างถูกต้องตามกฎหมายเป็นลำดับขั้น เพื่อส่งเสริมการพึ่งพาตนเอง ลดภาระงบประมาณ และมีส่วนร่วมในระบบเศรษฐกิจ ส่วนกรณีเด็กผู้ลี้ภัย ฝ่ายไทยเห็นว่าควรเพิ่มโอกาสเข้าถึงการศึกษา เพื่อพัฒนาทักษะและโอกาสประกอบอาชีพในอนาคต ซึ่งอาจช่วยรองรับความต้องการแรงงานของไทยในระยะยาวด้วย ขณะที่ นายแอนดรีส์สอบถามถึงมาตรการส่งเสริมการทำงานและการศึกษา รวมถึงมีข้อบังคับหรือไม่ เนื่องจากเบลเยียมเผชิญปัญหาประชากรลดลงและความต้องการแรงงานเช่นเดียวกัน แต่ยังมีความท้าทายในการนำผู้ย้ายถิ่นฐานเข้าสู่ตลาดแรงงานและระบบการศึกษา ซึ่งฝ่ายไทยชี้แจงว่า เด็กผู้ลี้ภัยส่วนใหญ่ต้องการเรียนหนังสือ เพราะเห็นโอกาสพัฒนาคุณภาพชีวิต ปัญหาหลักจึงเป็นข้อจำกัดในการเข้าถึงการศึกษาและแนวทางรับนักเรียนที่แตกต่างกันของแต่ละโรงเรียน จึงควรพัฒนาระบบให้ยืดหยุ่นและเปิดกว้าง เพื่อให้เด็กได้รับการศึกษาอย่างเหมาะสม
อัญชิสา ก่อกิจฤกษ์ชัย /ข่าว
ลักขณา เทียกทอง /เรียบเรียง
