ประธาน กมธ.การสาธารณสุข สภาผู้แทนราษฎร รับยื่นข้อเสนอเชิงนโยบายแก้ปัญหาบุหรี่ไฟฟ้า หลังงานวิจัยชี้ระบาดหนักในเยาวชน ก่อ PM 2.5 เกินค่ามาตรฐานถึง 10 เท่า

คณรัตน์ ยินดีมิตร

29 ต.ค. 2569 14:45 น.29 ครั้ง
แชร์LINE
ประธาน กมธ.การสาธารณสุข สภาผู้แทนราษฎร รับยื่นข้อเสนอเชิงนโยบายแก้ปัญหาบุหรี่ไฟฟ้า หลังงานวิจัยชี้ระบาดหนักในเยาวชน ก่อ PM 2.5 เกินค่ามาตรฐานถึง 10 เท่า

29 ต.ค.69 - ประธาน กมธ.การสาธารณสุข สภาผู้แทนราษฎร รับยื่นข้อเสนอเชิงนโยบายและผลการศึกษาจาก มธ. และภาคีเครือข่าย เผยวิกฤตบุหรี่ไฟฟ้า หลังงานวิจัยชี้ระบาดหนักในกลุ่มเยาวชนและกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศ ก่อ PM 2.5 เกินค่ามาตรฐานถึง 10 เท่า ขณะ กมธ. เตรียมเสนอกฎหมาย ชูมาตรการ Smoke Free Generation ปิดช่องว่างคุ้มครองเยาวชน

นายสกลธี ภัททิยกุล ประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การสาธารณสุข สภาผู้แทนราษฎร พร้อมคณะ รับยื่นผลการศึกษาและข้อเสนอเชิงนโยบายเรื่องบุหรี่ไฟฟ้ากับสังคมไทย ผลกระทบต่อเยาวชน สิ่งแวดล้อม และสุขภาพ จาก ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์รณชัย คงสกนธ์ เลขาธิการสมาพันธ์เครือข่ายแห่งชาติเพื่อสังคมไทยปลอดบุหรี่ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ และคณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.)

ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์รณชัย คงสกนธ์ เลขาธิการสมาพันธ์เครือข่ายแห่งชาติเพื่อสังคมไทยปลอดบุหรี่ กล่าวว่า บุหรี่ไฟฟ้ากลายเป็นปัญหาสุขภาพระดับประเทศที่แพร่ระบาดเข้าสู่กลุ่มเด็กและเยาวชนในลักษณะของเล่น อีกทั้งยังพบว่าบุหรี่ไฟฟ้ามีสถานะเป็นวัตถุมีพิษร้ายแรงที่สร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างหนัก

ด้าน ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.รณภูมิ สามัคคีคารมย์ รองคณบดีฝ่ายวิชาการ คณะสาธารณสุขศาสตร์ มธ. กล่าวว่า ผลสำรวจนักศึกษา 600 คน ใน 6 มหาวิทยาลัย เขตจังหวัดปทุมธานี พบว่า การตลาดบุหรี่ไฟฟ้ากำลังมุ่งเป้าไปยังกลุ่มเยาวชน โดยเฉพาะกลุ่มที่มีความหลากหลายทางเพศ (LGBTQ+) ซึ่งพบถึงร้อยละ 35 โดยมีการใช้สี กลิ่น รสชาติ และบรรจุภัณฑ์ดึงดูดความสนใจ พร้อมสร้างค่านิยมผิด ๆ ว่าการสูบช่วยเสริมตัวตนให้ได้รับการยอมรับ นอกจากนี้ งานวิจัยยังพบข้อมูลในรั้วมหาวิทยาลัย ได้แก่ ร้อยละ 21 ให้ข้อมูลว่าการสูบในรั้วมหาวิทยาลัยทำได้สบายใจ โดยไม่มีเพื่อนหรือบุคคลที่สามเข้ามาบีบบังคับหรือตักเตือน ร้อยละ 18 ยังไม่ทราบถึงอันตรายว่าบุหรี่ไฟฟ้าอันตรายกว่าบุหรี่มวน ร้อยละ 14 มองว่าการสูบเป็นสิทธิส่วนบุคคล ร้อยละ 11 ยังเชื่อว่าบุหรี่มวนอันตรายกว่าบุหรี่ไฟฟ้า ขณะเดียวกัน เยาวชนมีค่าใช้จ่ายในการสูบบุหรี่ไฟฟ้าเฉลี่ย 2,245 บาทต่อเดือน ซึ่งกลุ่มตัวอย่างร้อยละ 16 มองว่าจำนวนเงินนี้ยังไม่เพียงพอที่จะเป็นแรงจูงใจให้เลิกสูบได้ จึงจำเป็นต้องใช้นโยบายและมาตรการทางกฎหมายเข้ามาควบคุมและช่วยเหลือ

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.รณภูมิ กล่าวว่า บุหรี่ไฟฟ้ายังก่อให้เกิดวิกฤตสิ่งแวดล้อม สารพิษปนเปื้อน PM 2.5 มากขึ้นถึง 10 เท่า โดยทีมวิจัยคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. พบผลการศึกษาผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม 3 ระยะ ได้แก่ ต้นทาง พบเด็กอายุต่ำสุดเพียง 9–10 ขวบ เริ่มสูบบุหรี่ไฟฟ้าแล้ว และกลุ่มผู้หญิงเริ่มสูบมากขึ้นเนื่องจากการปรุงแต่งกลิ่นและรสชาติซึ่งมีสารเคมีอันตราย ส่วนกลางทาง สถานศึกษาไร้กลไกการจัดการของกลางที่ยึดได้ เนื่องจากบุหรี่ไฟฟ้าเป็นสิ่งผิดกฎหมาย โดยสถานศึกษาแห่งหนึ่งใช้วิธีทุบทำลายต่อหน้าเด็กนักเรียน ส่งผลให้โลหะหนักและสารเคมีปนเปื้อนสู่สิ่งแวดล้อม ส่วนอีกแห่งรวบรวมเพื่อเตรียมนำส่งสถานีตำรวจ รวมถึงปลายทาง จากการสำรวจระบบจัดการขยะของ กทม. และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ใน จ.ปทุมธานี กลับไม่พบขยะบุหรี่ไฟฟ้าในระบบเลย แสดงว่าถูกทิ้งปนกับขยะครัวเรือน ทิ้งลงแม่น้ำ หรือฝังกลบดิน นอกจากนี้ งานวิจัยยังชี้ว่า การสูบบุหรี่ไฟฟ้าทำให้เกิดฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 เฉียบพลัน สูงเกินค่ามาตรฐานถึง 10 เท่า รวมทั้งปล่อยสารเคมีระเหยง่าย นิโคติน และโลหะหนักจากขดลวดทำความร้อนกระจายสู่สิ่งแวดล้อม คณะวิจัยจึงเสนอให้จัดตั้งถังขยะ Drop off แบบไม่ระบุตัวตน (Anonymous) สำหรับทิ้งขยะบุหรี่ไฟฟ้าเป็นการชั่วคราว และเร่งออกกติกาทางกฎหมายให้ อปท. มีอำนาจจัดการขยะพิษดังกล่าว

ด้าน นายสกลธี กล่าวภายหลังรับยื่นผลการศึกษาและข้อเสนอเชิงนโยบายเรื่องบุหรี่ไฟฟ้ากับสังคมไทย ผลกระทบต่อเยาวชน สิ่งแวดล้อม และสุขภาพ ว่า กมธ. ได้ประชุมพิจารณาเรื่องนี้แล้ว 1 นัด และยอมรับว่ามีช่องว่างทางกฎหมาย เช่น ยังไม่มีกฎหมายหรืองบประมาณระบุชัดเจนเรื่องหน่วยงานรับผิดชอบการทำลายของกลาง ขณะที่บทลงโทษผู้ครอบครองหรือผู้สูบในปัจจุบันต้องอิงตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ศุลกากร ซึ่งมีอัตราโทษสูง (ปรับหลายแสนบาท จำคุก 5 ปีขึ้นไป) ทำให้ในทางปฏิบัติเจ้าหน้าที่มักต้องใช้วิธีอะลุ่มอล่วย

นายสกลธี กล่าวด้วยว่า กมธ. จะรวบรวมข้อมูลจากทุกฝ่ายเพื่อเสนอแนะต่อกระทรวงสาธารณสุข โดยกำลังศึกษาแนวทางต่าง ๆ เช่น มาตรการ Smoke Free Generation ตามแบบประเทศอังกฤษและนิวซีแลนด์ ที่กำหนดห้ามผู้ที่เกิดตั้งแต่ปีที่กำหนดซื้อบุหรี่ทุกชนิดตลอดชีวิต หรือการปรับแก้กฎหมายและจำแนกประเภทบุหรี่ให้สอดคล้องกับความเป็นจริง เพื่อปิดช่องว่างทางกฎหมายและป้องกันอันตรายที่จะเกิดขึ้นกับเด็กและเยาวชนต่อไป

คณรัตน์ ยินดีมิตร / ข่าว

อรุณี ตันศักดิ์ดา / เรียบเรียง