นายอนุสรณ์ ธรรมใจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) กรุงเทพมหานคร พรรคประชาชน (ปชน.) พร้อมด้วย นางสาวณัฐยา บุญภักดี สส.แบบบัญชีรายชื่อ และนายสหัสวัต คุ้มคง สส.จังหวัดชลบุรี ปชน. แถลงข่าว เรียกร้องให้รัฐบาลทบทวนการดำเนินงานของศูนย์ออกเอกสารรับรองบุคคล (Certificate of Identity: CI) สำหรับแรงงานเมียนมาในประเทศไทย หลังมีข้อร้องเรียนจากนายจ้าง ผู้ประกอบการ และแกนนำแรงงาน เกี่ยวกับภาระค่าใช้จ่ายในการจัดทำเอกสารที่สูงขึ้น รวมถึงเงื่อนไขทางการเงินที่อาจไม่เป็นธรรม พร้อมเสนอให้ปรับมาใช้ระบบขึ้นทะเบียนแรงงานข้ามชาติที่หน่วยงานไทยสามารถบริหารจัดการได้เอง เพื่อเพิ่มความโปร่งใสและคุ้มครองสิทธิแรงงาน
นายอนุสรณ์ กล่าวว่าการบริหารจัดการแรงงานข้ามชาติต้องคำนึงถึงอธิปไตยทางเศรษฐกิจและการคุ้มครองสิทธิของแรงงาน นายจ้าง และผู้ประกอบการ โดยเฉพาะแรงงานเมียนมาซึ่งเป็นกำลังสำคัญของเศรษฐกิจไทย ทั้งภาคการผลิต ก่อสร้าง ประมง และบริการ ทั้งนี้ มีข้อร้องเรียนเกี่ยวกับการเรียกเก็บภาษีจากแรงงานในอัตราร้อยละ 2 และการกำหนดให้โอนรายได้กลับเมียนมาอย่างน้อยร้อยละ 25 ผ่านช่องทางที่รัฐบาลทหารเมียนมากำหนด รวมถึงการใช้อัตราแลกเปลี่ยนที่อาจต่ำกว่าราคาตลาดอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้แรงงานได้รับเงินกลับประเทศลดลง นอกจากนี้ การจัดทำเอกสาร CI ยังมีภาระค่าใช้จ่ายสูง โดยแม้แรงงานจะจองคิวผ่านระบบร้านสะดวกซื้อในราคา 2,660 บาท แต่มีข้อร้องเรียนเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม ทั้งค่าธรรมเนียมเข้าศูนย์และค่าเอกสารการโอนเงิน ทำให้มีต้นทุนรวมเพิ่มเป็น 5,060 บาทต่อคน ขณะที่การเรียกเก็บเงินและการบังคับโอนรายได้ตามข้อกล่าวอ้างดังกล่าว ไม่เพียงส่งผลกระทบต่อแรงงาน แต่ยังลดกำลังซื้อภายในประเทศ เพิ่มต้นทุนให้ผู้ประกอบการ และทำให้เงินไหลออกจากระบบเศรษฐกิจไทย โดยมีการประเมินความเสียหายรวมไม่น้อยกว่า 83,000 ล้านบาทต่อปี ทั้งนี้ ตัวเลขดังกล่าวยังต้องตรวจสอบสมมติฐานและวิธีการคำนวณอย่างละเอียด
นายอนุสรณ์ ยังกล่าวถึงข้อกังวลเกี่ยวกับเหตุการณ์รุนแรงต่อผู้ที่แสดงความคิดเห็นเรื่องสิทธิแรงงาน ซึ่งสะท้อนถึงปัญหาเชิงโครงสร้างในการบริหารจัดการแรงงานข้ามชาติและการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน จึงเสนอให้กระทรวงการต่างประเทศและกระทรวงแรงงานเร่งตรวจสอบข้อเท็จจริง ฐานอำนาจทางกฎหมายของการเรียกเก็บเงิน ผู้ได้รับประโยชน์จากธุรกรรม และความสอดคล้องกับความตกลงเพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อนระหว่างไทยกับเมียนมา ตลอดจนกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการโอนเงินข้ามพรมแดนพร้อมเสนอแนวทางดำเนินการ ได้แก่ ทบทวนระบบศูนย์ CI และพิจารณาใช้ระบบขึ้นทะเบียนแรงงานที่ไทยสามารถบริหารจัดการได้เอง ตรวจสอบและคัดค้านการเรียกเก็บภาษีหรือการบังคับโอนเงินที่ไม่มีความชัดเจนทางกฎหมาย พร้อมใช้กลไกทางการทูตปกป้องผลประโยชน์ของไทย ยกระดับมาตรการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนและสิทธิแรงงานข้ามชาติอย่างเป็นรูปธรรม และจัดทำฐานข้อมูลแรงงานข้ามชาติอย่างเป็นระบบ พร้อมปรับโครงสร้างตลาดแรงงานให้สอดคล้องกับความต้องการของเศรษฐกิจไทยในระยะยาว
นายอนุสรณ์ ย้ำว่าการบริหารจัดการแรงงานข้ามชาติต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศ ผู้ประกอบการ และสิทธิของแรงงาน โดยรัฐบาลไทยควรดำเนินนโยบายที่ลดการเอารัดเอาเปรียบ สร้างความเป็นธรรม และสนับสนุนให้เมียนมาเดินหน้าสู่สันติภาพและประชาธิปไตย ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อประชาชนของทั้งสองประเทศและภูมิภาคอาเซียน
ปริยากร แก้วมูล /ข่าว
ลักขณา เทียกทอง /เรียบเรียง
