นายพูนศักดิ์ จันทร์จำปี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) พรรคประชาชน พร้อมตัวแทนภาคประชาชน แถลงข่าวกรณีปัญหาน้ำปนเปื้อนมลพิษในจังหวัดปราจีนบุรี โดยนายสุเมธ เหรียญพงษ์นาม แกนนำเครือข่ายปราจีนเข้มแข็ง ระบุว่า ปัญหามลพิษในพื้นที่เกิดขึ้นต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2561 จากการประกอบกิจการรีไซเคิลและการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะการลักลอบทิ้งและฝังกลบขยะที่ไม่ถูกต้อง ซึ่งประชาชนเคยแจ้งเตือนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องถึงจุดเสี่ยงมาแล้ว ภายหลังเกิดน้ำท่วมใหญ่เมื่อปลายเดือนที่ผ่านมา พบความผิดปกติของแหล่งน้ำ ทั้งน้ำเปลี่ยนสีและปลาตายจำนวนมากในแม่น้ำ ลำคลอง และบ่อเลี้ยงปลา สร้างความกังวลเกี่ยวกับการปนเปื้อนสารพิษในน้ำและดิน โดยเฉพาะบ่อฝังกลบขยะที่ได้รับอนุญาตในจังหวัด 4 แห่ง ซึ่งมี 3 แห่งที่ได้รับการตรวจสอบ แต่ยังไม่มีผลการตรวจที่ชัดเจนเพียงพอที่จะชี้แจงสาเหตุและผลกระทบ ขณะที่ประชาชนยังไม่ได้รับข้อมูลเกี่ยวกับแผนฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมและการประเมินความเสียหายอย่างชัดเจน
ด้านนางสาวธันยาภัทร์ ดอกผล ตัวแทนกลุ่มปราจีนเข้มแข็ง ระบุว่า เหตุการณ์น้ำท่วมสะท้อนถึงความจำเป็นในการยกระดับมาตรการป้องกันและจัดการภัยพิบัติก่อน ระหว่าง และหลังเกิดเหตุ โดยบ่อฝังกลบขยะบางแห่งและโรงงานเกี่ยวกับขยะอิเล็กทรอนิกส์ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม เสี่ยงต่อการปนเปื้อนในแหล่งน้ำที่ไหลลงสู่แม่น้ำปราจีนบุรี จึงเรียกร้องให้การพัฒนาอุตสาหกรรมคำนึงถึงผลกระทบต่อประชาชนและสิ่งแวดล้อมควบคู่กับการเติบโตทางเศรษฐกิจ
ขณะที่นางสาวนฤมาศ เปี่ยมบัณฑิต สส.ชลบุรี เขต 6 พรรคประชาชน กล่าวว่า จากการลงพื้นที่เก็บตัวอย่างน้ำ พบอาการคันและแสบผิวหนัง จึงกังวลถึงความปลอดภัยของประชาชนที่ต้องใช้น้ำในชีวิตประจำวัน พร้อมเรียกร้องให้คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติเร่งพิจารณาประกาศจังหวัดปราจีนบุรีเป็นเขตควบคุมมลพิษ เพื่อให้สามารถจัดการและแก้ไขปัญหาได้อย่างเป็นระบบ รวมถึงทบทวนความเหมาะสมของพื้นที่ตั้งโรงงานอุตสาหกรรม โดยเห็นว่าควรแก้ไขปัญหามลพิษจากพื้นที่อุตสาหกรรมที่มีอยู่ให้ได้ก่อนพิจารณาขยายพื้นที่ในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC)
ด้านนายณฐชนน ชนะบูรณาศักดิ์ สส.พิษณุโลก พรรคประชาชน เสนอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งตรวจสอบคุณภาพน้ำเชิงรุกอย่างครอบคลุม ทั้งแหล่งน้ำดิบสำหรับผลิตประปา น้ำประปาที่บ้านเรือน น้ำใต้ดินและน้ำบาดาล รวมถึงถังเก็บน้ำและระบบท่อ พร้อมกำหนดหน่วยงานรับผิดชอบให้ชัดเจน ตลอดจนจัดทำแผนฟื้นฟูความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ ช่วยเหลือผู้ประกอบการ ร้านอาหาร และผู้ผลิตน้ำดื่มที่ได้รับผลกระทบ โดยให้ตรวจสอบคุณภาพน้ำอย่างต่อเนื่องจนประชาชนมั่นใจในความปลอดภัย
นายพูนศักดิ์กล่าวว่า ปัญหามลพิษไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะจังหวัดปราจีนบุรี แต่ยังเคยเกิดขึ้นในหลายจังหวัด จึงเห็นว่าภาครัฐต้องรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้น ไม่ควรผลักภาระค่าใช้จ่ายให้ประชาชน พร้อมประกาศสนับสนุนประชาชนที่ได้รับผลกระทบในการใช้สิทธิตามกฎหมาย เพื่อเรียกร้องค่าเสียหายจากหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้อง โดยยกประเด็นที่ควรตรวจสอบ 5 ด้าน ได้แก่ 1.การอนุญาตให้ตั้งบ่อฝังกลบหรือประกอบกิจการรีไซเคิลในพื้นที่ลุ่มและพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วม 2.การปล่อยให้โรงงานดำเนินกิจการโดยไม่มีใบอนุญาตหรือระบบควบคุมมลพิษที่เหมาะสม 3.การแก้ไขปัญหาการทิ้งขยะอุตสาหกรรมที่เกิดขึ้นซ้ำซาก 4.การอนุญาตให้ผู้ประกอบการที่เคยสร้างความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อมในพื้นที่อื่นเข้ามาดำเนินกิจการในพื้นที่ใหม่ 5.การขาดแผนฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมและการกำหนดหน่วยงานรับผิดชอบภายหลังเกิดน้ำท่วมในบ่อฝังกลบขยะ
นายพูนศักดิ์ยังกล่าวถึงปัญหาผังเมืองว่า กฎหมายที่แก้ไขในช่วงรัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เปิดช่องให้โรงงานบางประเภทดำเนินการได้โดยไม่ยึดโยงกับข้อกำหนดสีผังเมืองเช่นเดิม โดยพรรคก้าวไกลในขณะนั้นเคยเสนอให้ยกเลิกข้อกำหนดดังกล่าวและผลักดันให้ครอบคลุมกิจการที่อยู่ระหว่างขออนุญาต แต่ข้อเสนอดังกล่าวไม่ได้รับความเห็นชอบทั้งหมด ส่งผลให้กิจการบางส่วนที่ยื่นขออนุญาตหรือผ่านกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของชุมชนแล้วสามารถดำเนินการต่อได้
ทั้งนี้ นายพูนศักดิ์เห็นว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นควรเป็นจุดเริ่มต้นให้หน่วยงานรัฐเพิ่มความเข้มงวดในการกำกับดูแลโรงงานอุตสาหกรรม ป้องกันการเกิดมลพิษซ้ำ และเร่งฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อให้ประชาชนได้รับการชดเชยความเสียหายอย่างเหมาะสม และกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปลอดภัย
อัญชิสา ก่อกิจฤกษ์ชัย /ข่าว
อรุณี ตันศักดิ์ดา /เรียบเรียง
