นายแพทย์วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคไทยภักดี อภิปรายต่อคำแถลงนโยบายของรัฐบาล โดยตั้งข้อสังเกตถึงประเด็นพลังงานและราคาน้ำมันว่า แม้ว่ารัฐบาลระบุในนโยบายว่าจะบริหารจัดการเพื่อบรรเทาผลกระทบให้กับประชาชน แต่สถานการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา โดยเฉพาะปัญหาน้ำมันดีเซลขาดแคลน สะท้อนว่ารัฐบาลจำเป็นต้องศึกษาและทบทวนการบริหารจัดการอย่างจริงจัง เนื่องจากปัญหาดังกล่าวไม่ใช่เพียงเรื่องราคาน้ำมันที่สูงขึ้น แต่ยังเกี่ยวข้องกับความเสี่ยงด้านการทุจริตและการบริหารจัดการทรัพยากรของประเทศ
นายแพทย์วรงค์ ระบุว่า รัฐบาลชุดนี้ ซึ่งนำโดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล มีการปรับขึ้นราคาน้ำมันรวม 8 ครั้ง เพิ่มขึ้น 20.80 บาท จากลิตรละ 29.94 บาท เป็น 50.54 บาท แม้ภายหลังจะมีการปรับลดลงบ้าง แต่ยังสะท้อนความไม่เป็นธรรมต่อประชาชน ขณะเดียวกันยังมีข้อสงสัยเกี่ยวกับปัญหาน้ำมันขาดแคลนว่าอาจเกิดการทุจริตในระบบ ยกตัวอย่างกรณีน้ำมันจากโรงกลั่นไปยังผู้ค้าน้ำมันรายใหญ่ในจังหวัดสุราษฎร์ธานีที่หายไปถึง 57 ล้านลิตร และเห็นว่าหากมีการตรวจสอบเส้นทางการส่งน้ำมันจากโรงกลั่นไปยังผู้ค้ารายใหญ่ จะสามารถระบุผู้ที่เกี่ยวข้องได้อย่างชัดเจน
นายแพทย์วรงค์ กล่าวต่อไปว่า รัฐบาลตั้งสมมุติฐานเกี่ยวกับสาเหตุของปัญหาผิดพลาดตั้งแต่ต้น โดยเชื่อว่าประชาชนตื่นตระหนกและกักตุนน้ำมัน จึงออกมาตรการแก้ไขปัญหา 3 ประการ ได้แก่ การให้ขนส่งน้ำมันได้ตลอด 24 ชั่วโมง การยกเลิกมาตรการสำรองน้ำมัน และการเปิดทางให้บริษัทหรือคลังน้ำมันรับน้ำมันจากโรงกลั่นอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม มาตรการดังกล่าวไม่สามารถแก้ไขปัญหาที่ประชาชนเผชิญได้จริง เนื่องจากจนถึงสิ้นเดือนยังคงพบปัญหาน้ำมันขาดแคลน และเมื่อมีการตรวจสอบคลังจ่ายก็ไม่พบความผิดปกติ จึงสะท้อนว่าการวิเคราะห์สถานการณ์ของรัฐบาลคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง
นายแพทย์วรงค์ ยังระบุว่าจากการลงพื้นที่หลายแห่งพบข้อมูลตรงกันว่า น้ำมันไม่ได้ถูกส่งจากคลังจ่ายหรือผู้ค้ารายใหญ่ตามมาตรา 7 ไปยังปั๊มน้ำมันตามปกติ โดยปั๊มน้ำมันจำนวนมากได้รับน้ำมันลดลงเหลือเพียงประมาณครึ่งหนึ่งของปริมาณปกติ ส่งผลให้ประชาชนต้องเข้าแถวรอเติมน้ำมันในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ นอกจากนี้ ยังอ้างถึงคำแถลงของนายกรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 3 เมษายน ที่ระบุว่า ปกติประเทศมีการใช้น้ำมันรวมประมาณ 67 ล้านลิตรต่อวัน แต่กลับพบว่ามีตัวเลขการใช้น้ำมันสูงถึง 85 ล้านลิตรต่อวัน หรือเพิ่มขึ้นราว 20 ล้านลิตร ทั้งที่ภาวะเศรษฐกิจและภาคอุตสาหกรรมไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ จึงตั้งข้อสังเกตว่าตัวเลขส่วนเกินดังกล่าวอาจสะท้อนความผิดปกติในระบบ และรัฐบาลรับรู้สถานการณ์ล่าช้า จนส่งผลกระทบต่อประชาชน
สำหรับข้อมูลที่ทีมงานของตนรวบรวมพบว่า ระหว่างวันที่ 23–31 มีนาคม 2569 เมื่อนำปริมาณน้ำมันที่กระจายส่งออกจำหน่ายมาเปรียบเทียบกับเดือนมกราคม 2569 ซึ่งเป็นช่วงที่ไม่มีปัญหาขาดแคลน พบว่ามีตัวเลขน้ำมันเพิ่มขึ้นผิดปกติเฉลี่ยวันละ 14.086 ล้านลิตร รวมส่วนเกิน 225.378 ล้านลิตร ขณะที่ปกติเดือนมกราคมมีการส่งน้ำมันไปยังปั๊มวันละ 51.3 ล้านลิตร แต่ข้อมูลภาคสนามพบว่าปั๊มจำนวนมากได้รับน้ำมันไม่ถึงครึ่งหนึ่งของปริมาณปกติ คิดเป็นปริมาณที่ขาดหายไปราว 25.650 ล้านลิตรต่อวัน หรือรวม 410.400 ล้านลิตร จึงประเมินว่าในช่วงวันที่ 16–31 มีนาคม 2569 ซึ่งประชาชนต้องต่อแถวเติมน้ำมัน ปริมาณน้ำมันดีเซลที่หายไปอาจอยู่ที่ประมาณ 635.778 ล้านลิตร และหากรวมกับตัวเลขจากหน่วยงานราชการที่พบปริมาณน้ำมันเพิ่มขึ้นผิดปกติราว 317.254 ล้านลิตร และปริมาณที่ส่งไปยังปั๊มไม่ครบอีก 410.400 ล้านลิตร อาจทำให้ตัวเลขน้ำมันที่หายไปสูงถึง 727.654 ล้านลิตร ซึ่งสะท้อนความผิดปกติในการบริหารจัดการระบบน้ำมันของประเทศและอาจมีการทุจริตในระบบ ทั้งนี้ยังเสนอให้รัฐบาลเร่งตรวจสอบข้อเท็จจริง พร้อมลดสิทธิประโยชน์ทางการเมือง เช่น ลดจำนวนผู้ช่วย สส. จาก 8 คน เหลือ 3 คน และยกเลิกบำนาญ สส. และ สว. เพื่อประหยัดงบประมาณและนำไปช่วยเหลือประชาชน
ณัฐเดช เอียดปุ่ม ข่าว/เรียบเรียง