นายปริญญา วงษ์เชิดขวัญ สมาชิกวุฒิสภา (สว.) อภิปรายต่อการแถลงนโยบายของรัฐบาล โดยทวงถามถึงความชัดเจนของกฎหมายกัญชาในฐานะนโยบายเรือธงของพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ซึ่งเป็นแกนนำรัฐบาล ว่าสุดท้ายแล้วจะมีการแก้ไขให้มีกฎหมายควบคุมกัญชาและสามารถบังคับใช้ได้จริงหรือไม่ อีกทั้งกล่าวถึงกรณีที่นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เคยกล่าวว่ามีการขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (G to G) ให้กับประเทศจีนนั้น ได้มีการขายจริงหรือไม่ และมีจำนวนเท่าใด เนื่องจากประชาชนขาดระบบติดตามตรวจสอบเพื่อรับรู้ข้อมูลดังกล่าว ส่วนในประเด็นด้านการศึกษา นายปริญญากล่าวว่า หลายรัฐบาลพูดถึงการเรียนฟรีและการศึกษาที่มีคุณภาพ โดยให้เด็กทุกคนได้รับการศึกษาอย่างเท่าเทียม 12 ปี ไม่เสียค่าใช้จ่าย แต่ที่ผ่านมายังไม่เคยทำได้จริง จึงหวังว่ารัฐบาลชุดนี้จะสามารถดำเนินการได้ อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญคือความเท่าเทียมทางการศึกษา มองว่ารัฐบบาลควรให้ความสำคัญกับศูนย์การเรียนหรือโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกลบนดอย ซึ่งยังไม่เคยได้รับความเท่าเทียมอย่างแท้จริง เนื่องจากสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานเข้าไม่ถึง ทั้งไฟฟ้าและอินเทอร์เน็ต
นายปริญญายังกล่าวขอบคุณรัฐบาลในเรื่องการสร้างคน สร้างงาน และสร้างอาชีพ แต่ระบุว่ายังมีหน่วยงานหนึ่งที่ถูกปล่อยปละละเลย คือการศึกษาเอกชนนอกระบบ ซึ่งเป็นกลุ่มที่พัฒนาวิทยากรคุณภาพ สร้างอาชีพได้ในระยะสั้น และพัฒนาบุคลากรภายในประเทศ แต่กลับไม่ได้รับความสำคัญจากรัฐบาลต่าง ๆ ที่สามารถมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาประเทศได้ นอกจากนี้ ยังมีปัญหายาเสพติดที่ต้องการให้รัฐบาลให้คำมั่นกับประชาชนว่าจะดำเนินการแก้ไขอย่างจริงจัง อีกทั้งยังมีปัญหาแรงงานต่างด้าว การค้ามนุษย์ และการคอร์รัปชัน ซึ่งเป็นปัญหาที่เชื่อมโยงกัน และประเทศไทยยังมีกระบวนการค้ามนุษย์จำนวนมาก นายปริญญากล่าวด้วยว่า ประเด็นสำคัญอีกเรื่องคือการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งไม่ได้ถูกบรรจุอยู่ในนโยบายของรัฐบาล ทั้งที่มีประชาชนมากกว่า 60% เห็นชอบในเรื่องดังกล่าว
ขณะเดียวกัน นางสาวนันทนา นันทวโรภาส สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ระบุว่า ปัญหาใหญ่ของประเทศโดยเฉพาะฝุ่นพิษ PM2.5 ไม่ถูกบรรจุไว้ในนโยบายรัฐบาล ขณะนี้ชีวิตของประชาชนในภาคเหนือกำลังเสี่ยงอันตราย ต้องเผชิญกับอากาศเลวร้ายที่สุดในโลกต่อเนื่องมาแล้ว 2 สัปดาห์ เหตุใดรัฐบาลยังไม่มีเจตจำนงที่จะนำร่างกฎหมายอากาศสะอาดกลับมาดำเนินการให้เป็นกฎหมายโดยเร็วที่สุด ส่วนปัญหาปากท้องของประชาชนทั้งประเทศ โดยเฉพาะราคาพลังงาน นางสาวนันทนากล่าวว่า ราคาน้ำมันที่สูงส่งผลต่อค่าไฟฟ้า ทำให้ประชาชนต้องใช้ไฟฟ้าในราคาสูง เนื่องจากค่าพร้อมจ่ายที่ประชาชนต้องแบกรับให้กับบริษัทที่ไม่ได้ผลิตไฟฟ้า แต่กลับได้รับค่าตอบแทนตามสัญญา จึงตั้งคำถามว่าเหตุใดรัฐบาลจึงไม่แก้ไขโครงสร้างสัญญาดังกล่าว เพื่อให้ประชาชนสามารถใช้ไฟฟ้าในราคาที่สมเหตุสมผล
นางสาวนันทนายังกล่าวถึงอนาคตของประเทศที่ต้องกำหนดผ่านรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยระบุว่ารัฐบาลไม่ได้บรรจุประเด็นดังกล่าวไว้ในนโยบายแม้แต่ประโยคเดียว ทั้งที่รัฐธรรมนูญเป็นกติกาสำคัญของประเทศ พร้อมตั้งข้อสังเกตว่าการที่เศรษฐกิจไทยเติบโตเพียง 1.8% ต่อเนื่องตลอด 10 ปีที่ผ่านมา มีส่วนมาจากรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน พร้อมย้ำว่า เมื่อประชาชนกว่า 60% แสดงเจตจำนงชัดเจนผ่านการลงประชามติว่าต้องการให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ รัฐบาลจึงมีหน้าที่ดำเนินการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ให้เป็นไปตามผลประชามติโดยเร็ว
ณัฐเดช เอียดปุ่ม ข่าว/เรียบเรียง