นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) พร้อมด้วยประธานและกรรมาธิการจากหลายคณะในสัดส่วนพรรคร่วมรัฐบาล ร่วมแถลงชี้แจงกรณีแนวทางการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมาธิการ (กมธ.) สามัญ สภาผู้แทนราษฎร ทั้ง 35 คณะ ภายหลังประธานสภาผู้แทนราษฎรเชิญประธาน กมธ. ทุกคณะหารือแนวทางการทำหน้าที่ โดยยืนยันว่าแนวทางดังกล่าวไม่ได้เป็นการปิดกั้นการทำงานหรือตัดอำนาจการตรวจสอบของฝ่ายนิติบัญญัติผ่านบทบาทหน้าที่ กมธ. แต่เป็นการกำหนดแนวปฏิบัติให้ชัดเจนตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 129 และข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ข้อ 90
นายกรวีร์กล่าวว่า แนวทางที่ประธานสภาผู้แทนราษฎรกำหนดมี 4 ประเด็น ได้แก่ 1. ขอบเขตอำนาจหน้าที่ของ กมธ. 2. การนัดประชุม 3. การบรรจุระเบียบวาระ และ 4. การเรียกบุคคลหรือเอกสาร ซึ่งทั้งหมดเป็นไปตามข้อบังคับที่มีอยู่เดิม ไม่ใช่การแก้ไขหรือเปลี่ยนแปลงข้อบังคับ เนื่องจากประธานสภาฯ ไม่มีอำนาจแก้ไขข้อบังคับ แต่เป็นการกำหนดแนวทางเพื่อให้ประธานและกรรมาธิการทั้ง 35 คณะเข้าใจบทบาทหน้าที่ตรงกัน และปฏิบัติงานภายใต้กรอบรัฐธรรมนูญและข้อบังคับเดียวกัน โดยไม่มีผู้ใดสามารถใช้อำนาจเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดได้
ด้านนายวัชรพงศ์ คูวิจิตรสุวรรณ ประธานคณะกรรมาธิการการตำรวจ สภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า ประธาน กมธ. ที่ร่วมแถลงข่าวยึดถือระเบียบการดำเนินงานของคณะกรรมาธิการ พ.ศ. 2562 มาโดยตลอด พร้อมยืนยันว่าประธานสภาผู้แทนราษฎรไม่ได้ใช้อำนาจเกินขอบเขตหรือริบอำนาจ กมธ. ตามที่มีการกล่าวอ้าง โดยการดำเนินงานของ กมธ. ต้องอาศัยมติที่ประชุม ไม่ใช่การใช้อำนาจของประธาน กมธ. เพียงคนเดียว ทั้งการเรียกบุคคลหรือหน่วยงานมาชี้แจง และการดำเนินการต่าง ๆ ต้องเป็นไปตามระเบียบและผ่านความเห็นชอบของที่ประชุม
นายวัชรพงศ์ยกตัวอย่างการทำงานของ กมธ.การตำรวจ ซึ่งมีกรรมาธิการทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน โดยกรณีที่มีการเสนอให้เรียก สส. ฝ่ายค้านมาชี้แจง ก็ผ่านความเห็นชอบจากกรรมาธิการทั้งสองฝ่าย สะท้อนว่าการทำงานต้องยึดถือมติของคณะกรรมาธิการ ไม่ใช่การใช้อำนาจในฐานะประธานเพียงลำพัง พร้อมขอให้ประธาน กมธ. ทุกคณะยึดระเบียบการดำเนินงาน พ.ศ. 2562 เพื่อให้การทำงานเป็นไปอย่างราบรื่น
ขณะที่นายณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ กรรมาธิการและที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน กล่าวว่าที่ผ่านมามีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับการนัดประชุมโดยไม่แจ้งล่วงหน้า และการเรียกหน่วยงานเข้าชี้แจงโดยไม่มีมติที่ประชุมรองรับ จึงเห็นว่าการดำเนินงานควรยึดมติของคณะกรรมาธิการ เพื่อให้เกิดความชัดเจนและเป็นไปตามระเบียบ ส่วนกรณีมีรายงานว่าคณะกรรมาธิการมีมติเรียกประธานสภาผู้แทนราษฎรเข้าชี้แจง และไม่รับหลักการข้อสังเกตทั้ง 4 ประเด็น นายณัฏฐ์ชนนระบุว่า ตนไม่เห็นด้วยและได้แจ้งประธานคณะกรรมาธิการแล้ว พร้อมขอให้นำญัตติของตนเข้าสู่การพิจารณาเป็นวาระแรกในการประชุมวันถัดไป เพื่อขอทบทวนมติในส่วนที่มีชื่อตนเกี่ยวข้อง โดยย้ำว่าการปฏิบัติตามระเบียบจะช่วยให้การทำงานของฝ่ายนิติบัญญัติเป็นระบบและเรียบร้อย
ด้านนายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ที่ปรึกษาวิปรัฐบาล และรองประธานคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน กล่าวถึงข้อโต้แย้งในการทำงานของคณะกรรมาธิการว่า มีทั้งการรับเรื่องที่อาจอยู่นอกขอบเขตอำนาจหน้าที่ การเรียกหน่วยงานเข้าชี้แจง และการบรรจุวาระโดยไม่มีมติที่ประชุมรองรับ ซึ่งตนเห็นว่าอาจไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญและข้อบังคับ จึงได้ยื่นเรื่องต่อคณะ กมธ. การป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ (ป.ป.ช.) เพื่อขอให้พิจารณาว่าเข้าข่ายฝ่าฝืนข้อบังคับและประมวลจริยธรรมของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือไม่
นายศุภชัย ยืนยันว่าแนวทางของประธานสภาผู้แทนราษฎรเป็นการย้ำให้คณะกรรมาธิการปฏิบัติตามกติกาที่มีอยู่เดิม ไม่ได้เพิ่มข้อกำหนดนอกเหนือจากกฎหมาย ส่วนมติเรียกประธานสภาผู้แทนราษฎรเข้าชี้แจง ตนไม่เห็นด้วย โดยระบุว่าเป็นการลงมติในช่วงที่กรรมาธิการฝ่ายรัฐบาลไม่ได้อยู่ร่วมประชุม และเห็นว่าไม่มีความจำเป็นต้องเข้าชี้แจง เนื่องจากแนวทางดังกล่าวเป็นไปตามกรอบรัฐธรรมนูญและข้อบังคับการประชุมแล้ว
อัญชิสา ก่อกิจฤกษ์ชัย /ข่าว
ลักขณา เทียกทอง /เรียบเรียง
