นางสาวปรียาภรณ์ แก้วโยน รองเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร พร้อมด้วยผู้อำนวยการสำนักกรรมาธิการ 1 สำนักกรรมาธิการ 2 สำนักกรรมาธิการ 3 ผู้บังคับบัญชากลุ่มงานที่เกี่ยวข้อง ของสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ร่วมแถลงถึงแนวทางการดำเนินงานของคณะกรรมาธิการสามัญของสภาผู้แทนราษฎร ตามที่สังคมมีการตั้งข้อสังเกตถึงอำนาจหน้าที่ของประธานกรรมาธิการ
นายนาถะ ดวงวิชัย ผู้อำนวยการสำนักกรรมาธิการ 2 ชี้แจงกรณีเรื่องที่เกี่ยวข้องกับคณะกรรมาธิการตั้งแต่ 2 คณะขึ้นไป โดยยืนยันว่าแนวทางที่สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ออกเอกสารชี้แจงไปนั้น ไม่ใช่เรื่องใหม่ เป็นแนวทางที่ประกาศใช้มาตั้งแต่ปี 2562 เพียงแต่ที่ผ่านมาไม่เคยมีการโต้แย้งเกี่ยวกับการดำเนินงาน จึงอาจทำให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนว่าแนวทางปฏิบัติเดิมเป็นสิ่งที่ถูกต้องทั้งหมด ดังนั้น จึงไม่มีเรื่องกติกาใหม่หรือกติกาเก่า แต่เป็นกติกาเดียวที่ใช้มาตั้งแต่ปี 2562
ขณะที่การนัดประชุมของประธานกรรมาธิการ ยืนยันว่าแนวทางปฏิบัติไม่ได้ลิดรอนอำนาจประธานในการนัดประชุมกรณีพิเศษ โดยประธานยังสามารถเรียกประชุมเป็นกรณีพิเศษได้ตามปกติ เพียงแต่ก่อนนัดประชุมควรตรวจสอบองค์ประชุมล่วงหน้า ด้วยการสอบถามกรรมาธิการว่ามีความพร้อมเข้าร่วมประชุมหรือไม่ เพื่อให้มั่นใจว่าจะมีองค์ประชุมครบถ้วน โดยเปรียบเทียบกับการนัดประชุมของประธานสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งมีการประสานหารือกับคณะกรรมการประสานงาน (วิป) และสมาชิกก่อนกำหนดนัดประชุม เพื่อให้มั่นใจว่ามีความพร้อมในการประชุมเช่นเดียวกัน ดังนั้น แนวทางดังกล่าวจึงเป็นการกำหนดวิธีปฏิบัติให้มีความชัดเจน ไม่ใช่การจำกัดอำนาจของประธานกรรมาธิการ
ส่วนการบรรจุระเบียบวาระการประชุม เป็นไปตามข้อบังคับ โดยประธานกรรมาธิการมีอำนาจบรรจุระเบียบวาระในส่วนของเรื่องแจ้งและเรื่องอื่น ๆ กรณีที่ประธานหรือกรรมาธิการเสนอประเด็นเข้าสู่การประชุม จะต้องบรรจุไว้ในวาระอื่น ๆ ก่อน เพื่อให้ที่ประชุมพิจารณาว่าจะรับเรื่องดังกล่าวไว้พิจารณาหรือไม่ เนื่องจากไม่ใช่ทุกเรื่องที่คณะกรรมาธิการจำเป็นต้องรับไว้ดำเนินการ อาจมีมติส่งต่อให้หน่วยงานอื่นชี้แจง หรือส่งให้คณะกรรมาธิการชุดอื่นพิจารณาแทนก็ได้ หากที่ประชุมมีมติรับเรื่องไว้พิจารณา จะหารือต่อไปว่าควรเชิญหน่วยงานใดมาชี้แจง และกำหนดประเด็นที่จะพิจารณา ซึ่งจะปรากฏในวาระการพิจารณาของการประชุมนัดถัดไป
และประเด็นสุดท้าย การเรียกเอกสารและบุคคลมาให้ข้อมูล ยืนยันว่าอำนาจในการเรียกเอกสารและบุคคลตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 129 เป็นอำนาจของคณะกรรมาธิการ ไม่ได้กำหนดให้เป็นอำนาจของประธานกรรมาธิการโดยเฉพาะ แม้ข้อบังคับจะกำหนดให้ประธานเป็นผู้ลงนามในการเชิญ แต่กระบวนการดังกล่าวยังต้องอยู่ภายใต้อำนาจหลักที่มาจากรัฐธรรมนูญ มาตรา 129 นอกจากนี้ คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญยังระบุว่า อำนาจเรียกตามมาตรา 129 หมายถึงการเชิญหรือขอความร่วมมือจากบุคคลให้ส่งเอกสารหรือมาแถลงข้อเท็จจริงต่อคณะกรรมาธิการ
ทั้งนี้ การดำเนินงานของคณะกรรมาธิการทั้งหมด ต้องพิจารณาภายใต้กรอบรัฐธรรมนูญและข้อบังคับ โดยมาตรา 129 กำหนดให้การดำเนินงานของคณะกรรมาธิการต้องอยู่ในขอบเขตอำนาจของสภาผู้แทนราษฎร และเป็นหน้าที่ที่กำหนดไว้ให้คณะกรรมาธิการแต่ละคณะรับผิดชอบ โดยต้องไม่ดำเนินงานซ้ำซ้อนกัน
สำหรับกรณีที่มีประเด็นเกี่ยวข้องกับคณะกรรมาธิการหลายคณะ รัฐธรรมนูญกำหนดให้ประธานสภาผู้แทนราษฎร และคณะกรรมาธิการที่เกี่ยวข้องหารือร่วมกัน ขณะที่ข้อบังคับได้กำหนดให้มีระเบียบรองรับ ซึ่งนำไปสู่ระเบียบปี 2562 เพื่อกำหนดแนวทางแก้ไขปัญหาว่าคณะกรรมาธิการใดจะเป็นเจ้าภาพ หรือจะดำเนินการประชุมร่วมกัน
นายนาถะ ยืนยันด้วยว่า ไม่มีข้อความใดในแนวทางดังกล่าวที่เป็นการลิดรอนอำนาจประธานกรรมาธิการ หรือจำกัดอำนาจของคณะกรรมาธิการ แต่เป็นการดำเนินงานให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ ข้อบังคับ และระเบียบที่กำหนดไว้ เพื่อให้เกิดความถูกต้องและชัดเจน
ทัดดาว ทองอิ่ม / ข่าว
ลักขณา เทียกทอง / เรียบเรียง
