นายสกลธี ภัททิยกุล ประธานกรรมาธิการการสาธารณสุข สภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะกรรมาธิการฯ เมื่อวานนี้ (1 ต.ค. 69) ได้เชิญกระทรวงสาธารณสุข และตัวแทนวิชาชีพพยาบาล เพื่อมาซักถามและให้ข้อมูลเรื่องนโยบายอาสาพยาบาล (อสพ.) ว่ามีความจำเป็นหรือไม่ เนื่องจากกังวลถึงความซ้ำซ้อนเรื่องงานกับอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) และควรจะนำงบประมาณไปบรรจุพยาบาลวิชาชีพที่รอการบรรจุมากกว่า
นายสกลธี กล่าวว่า ส่วนตัวรู้สึกมีความกังวลมาก เพราะเกณฑ์ในการคัดเลือก อสพ. ที่จะรับเงินเดือน เดือนละ 15,000 บาท นั้น กำหนดให้จบปริญญาตรีสาขาใดก็ได้ โดยหากเกี่ยวเนื่องกับวิชาชีพสาธารณสุขจะอบรมน้อยกว่า แต่การคัดเลือกทำโดยการสัมภาษณ์จากคณะกรรมการ ซึ่งมีสาธารณสุขจังหวัดเป็นประธาน ตนได้แสดงความเป็นห่วง เพราะหลายพื้นที่แจ้งมาว่ามีการเมืองท้องถิ่น เช่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน อยู่ในการคัดเลือกด้วย และเกณฑ์ในการรับก็ใช้การสัมภาษณ์อย่างเดียวเท่านั้น ตนจึงได้ขอให้กระทรวงสาธารณสุข ส่งรายละเอียดองค์ประกอบของคณะกรรมการคัดเลือกทั้ง 76 จังหวัดมาให้คณะกรรมาธิการฯ ได้รับทราบด้วย
โดยเบื้องต้นในปีนี้ อสพ. จะเริ่มทำงานได้วันที่ 1 ธันวาคม และจะรับตำบลละหนึ่งคน รวมแล้วเป็นจำนวน 7,256 คน เป็นวงเงินจำนวนกว่า 1,000 ล้านบาท และในปีที่สองและสาม จะรับต่อเนื่องจนครบประมาณ 70,000 คน โดยจะเป็นงบประมาณที่ใช้ตกปีละประมาณ 13,000 ล้านบาทต่อปี
นายสกลธี บอกต่อว่า ในส่วนนี้ทางกระทรวงสาธารณสุขชี้แจงว่าที่ต้องเป็น อสพ. เพราะไม่ต้องมีภาระผูกพันในเรื่องการขึ้นเงินเดือน หรือสิทธิ์สวัสดิการต่าง ๆ ทั้งนี้ กรรมาธิการหลายคนรวมทั้งตนเอง ได้ให้ความเห็นว่าแม้พยาบาลวิชาชีพจะมีเงินเดือนเริ่มต้นที่ประมาณ 18,000 บาท และสิทธิ์การเพิ่มขึ้นตามอายุการทำงาน แต่ในระยะยาวน่าจะคุ้มค่ากว่า เนื่องจากเป็นการแก้ปัญหาตรงจุด เพราะกระทรวงสาธารณสุขเองก็ยังขาดแคลนอัตราของพยาบาลวิชาชีพที่ช่วยแบ่งเบาภาระทางการแพทย์อยู่
ขณะเดียวกัน คณะกรรมาธิการฯ ยังได้ฝากสำนักงบประมาณที่มาร่วมประชุมด้วยว่าจะเปรียบเทียบเพียงความคุ้มค่าด้านเงินเดือน 15,000 บาท กับ 18,000 บาทเท่านั้นไม่ได้ ควรจะต้องดูเรื่องผลของงานด้วยเพราะหน้าที่ของ อสพ. ไม่น่าจะมีภาระที่หนีไปจาก อสม. มากนัก ควรนำเงินทยอยไปจ้างบรรจุพยาบาลวิชาชีพ ที่แม้จะได้จำนวนน้อยกว่าแต่ประสิทธิภาพอาจจะดีมากกว่า พร้อมยอมรับว่าตนยังกังวลถึงเรื่องความเชื่อมโยงทางการเมืองในการคัดเลือก อสพ. ด้วยเช่นกัน เพราะไม่มีอะไรรับรองได้เลยว่าเป็นการเลือกจากความรู้ความสามารถเพียงอย่างเดียว และกังวลว่า อสพ. จะถูกกล่าวหาเป็นหัวคะแนนอาสาของนักการเมือง
อย่างไรก็ตาม คณะกรรมาธิการฯ จะติดตามเรื่องนี้ต่อไป แม้ว่าในขั้นตอนแรกนี้จะยับยั้งไม่ได้ เพราะงบประมาณได้ผ่านการพิจารณาของรัฐสภาไปแล้ว และที่น่ากังวลคือ 100% ของอัตรา อสพ. ที่บรรจุไปแล้ว เป็นบุคคลที่จบปริญญาตรีทั่วไป 65% ปริญญาตรีที่เกี่ยวเนื่องกับการสาธารณสุข 27% และเป็นบุคลากรทางสาธารณสุขที่ผันตัวมาสมัครเพียง 7-8%
ทัดดาว ทองอิ่ม / ข่าว
ลักขณา เทียกทอง / เรียบเรียง
