นางสาวรัชนก สุขประเสริฐ ประธานกรรมาธิการการสวัสดิการสังคม สภาผู้แทนราษฎร รับหนังสือจากนายยศิริศักดิ์ ไชยเทศ นักกิจกรรมอิสระด้านสิทธิมนุษยชน และคณะทำงานเชียงใหม่ไพรด์ เพื่อเรียกร้องใน 2 เรื่อง ได้แก่ กรณีภาคธุรกิจ ที่ไม่ควรนำประเด็นความหลากหลายทางเพศไปใช้เพื่อประโยชน์ทางการตลาด หรือที่เรียกว่า Rainbow Washing หากไม่ได้เปิดโอกาสให้ภาคประชาสังคมและผู้มีส่วนได้เสียเข้ามามีส่วนร่วมอย่างแท้จริง พร้อมระบุว่า การสนับสนุนความเท่าเทียมทางเพศตามหลักสิทธิมนุษยชนต้องเริ่มจากการเคารพคนทำงานในพื้นที่ ไม่ใช่การนำชื่อหรือผลงานของเครือข่ายไปอ้างอิงโดยไม่ได้รับความยินยอม โดยขอเรียกร้องให้ภาคธุรกิจยกระดับมาตรฐานการทำงานร่วมกับภาคประชาสังคม โดยยึดหลักความโปร่งใส ธรรมาภิบาล และการสื่อสารที่ได้รับความยินยอมอย่างเป็นทางการ พร้อมยืนยันว่าเครือข่ายเชียงใหม่ไพรด์จะไม่ยอมให้การต่อสู้เพื่อสิทธิของผู้มีความหลากหลายทางเพศถูกนำไปสร้างผลประโยชน์ทางธุรกิจโดยไม่เคารพสิทธิ และหวังให้กรณีนี้เป็นบทเรียนเพื่อให้การขับเคลื่อนความเท่าเทียมทางเพศในไทยเติบโตบนพื้นฐานของสิทธิมนุษยชนอย่างยั่งยืน ไม่ใช่เพียงกระแสชั่วคราว
นอกจากนี้ ยังเรียกร้องการจัดระบบขนส่งสาธารณะที่เท่าเทียมและเป็นธรรมสำหรับคนพิการ โดยเน้นย้ำว่าคนพิการไม่ได้ต้องการสิทธิพิเศษ แต่ต้องการบริการที่คำนึงถึงความแตกต่างและไม่สร้างอุปสรรคเพิ่มเติม พร้อมชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของความพิการซ่อนเร้น ซึ่งไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าจากลักษณะกายภาพภายนอก เช่น ผู้ที่มีภาวะออทิสติก ซึ่งอาจเกิดภาวะประสาทรับรู้ทำงานหนักเกินไป เมื่อเผชิญกับแสง เสียง หรือฝูงชน จนเกิดอาการแพนิคหรือไม่สามารถรับมือกับสถานการณ์ได้ แม้ภายนอกจะยืน เดิน หรือสื่อสารได้เหมือนคนทั่วไป ตลอดจนผู้ที่มีข้อจำกัดทางสุขภาพจากโรคไต หรือผู้ที่ผ่านการผ่าตัดใส่หัวใจเทียม ทั้งนี้ สังคมไม่ควรมองเพียงลักษณะกายภาพภายนอกมาตัดสินว่าบุคคลใดพิการจริงหรือไม่ หรือควรได้รับการอำนวยความสะดวกมากน้อยเพียงใด เพราะการยืนหรือเดินได้ไม่ได้หมายความว่าจะสามารถต่อแถวรอเป็นเวลานานได้ นอกจากนี้ ยังมีการตั้งคำถามถึงแนวปฏิบัติในปัจจุบัน หลังพบกรณีคนพิการที่มีบัตรประจำตัวถูกบังคับให้ต่อแถวรอเหมือนผู้โดยสารทั่วไป แม้จะมีช่องทางอำนวยความสะดวกก็ตาม โดยเน้นย้ำว่าความเสมอภาคที่แท้จริงไม่ได้หมายถึงการปฏิบัติกับทุกคนเหมือนกันทุกประการ แต่คือการปรับปรุงกฎระเบียบและแนวปฏิบัติเพื่อให้ทุกคนสามารถเข้าถึงสิทธิและบริการได้อย่างแท้จริง
ด้านประธานกรรมาธิการฯ กล่าวภายหละงรับหนังสือว่า ข้อร้องเรียนที่ได้รับจากภาคประชาชน แบ่งออกเป็น 2 เรื่อง คือ การที่ภาคเอกชนนำข้อมูลการจัดงาน Pride ไปแอบอ้างโดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งจะถูกส่งต่อให้คณะกรรมาธิการกิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการ กลุ่มชาติพันธุ์ และผู้มีความหลากหลายทางเพศ ที่ดูแลโดยตรง นำไปพิจารณาต่อ และอีกเรื่องคือเน้นการยกระดับ คุณภาพชีวิตและความเท่าเทียมของคนพิการ ซึ่งเป็นภารกิจที่ทางคณะกรรมาธิการฯ ให้ความสำคัญและดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ภาครัฐ โดยกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เปิดให้บริการผ่านสายด่วนศูนย์ช่วยเหลือ สายด่วน 1300 และพัฒนาแอปพลิเคชัน เพื่อดูแลกลุ่มเปราะบางให้ครอบคลุมยิ่งขึ้น โดยคณะกรรมาธิการฯ ยืนยันว่าจะนำเรื่องร้องเรียนดังกล่าวไปประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อหาทางออกอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป
ทัดดาว ทองอิ่ม / ข่าว
ลักขณา เทียกทอง / เรียบเรียง
