คณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ความรับผิดเพื่อความชำรุดบกพร่องของสินค้า พ.ศ. .... (ร่างกฎหมาย Lemon Law) สภาผู้แทนราษฎร นำโดยนางสาวสารี อ๋องสมหวัง รองประธานกรรมาธิการ แถลงความคืบหน้าว่าการพิจารณาร่างกฎหมายใกล้แล้วเสร็จ คาดว่าจะใช้เวลาอีกเพียงไม่กี่นัด ก่อนเสนอเข้าสู่ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรในสมัยประชุมนี้ โดยที่ผ่านมาได้เปิดรับฟังความคิดเห็นจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และผู้เกี่ยวข้องแล้ว 3 ครั้ง ซึ่งการพิจารณาในครั้งนี้ครอบคลุมร่างกฎหมายรวมทั้งสิ้น 6 ฉบับ ประกอบด้วย ร่างของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ร่างจากพรรคการเมือง 4 พรรค ได้แก่ พรรคประชาชน พรรคเพื่อไทย พรรคประชาธิปัตย์ และพรรคภูมิใจไทย รวมถึงร่างจากภาคประชาชนที่ร่วมกันลงชื่อจำนวน 21,111 รายชื่อ
นางสาวสารี ยืนยันว่า กฎหมายฉบับนี้จะเป็นประโยชน์ต่อประชาชนอย่างมาก โดยจะเข้ามาแก้ปัญหาเรื้อรังในอดีต กฎหมายฉบับนี้จะรองรับสิทธิของผู้บริโภคอย่างชัดเจน หากซื้อสินค้าแล้วพบความชำรุดบกพร่อง ผู้บริโภคมีสิทธิที่จะขอให้ซ่อมแซมสินค้า (Right to Repair) สิทธิขอเปลี่ยนสินค้าชิ้นใหม่ (Right to Replace) สิทธิขอส่วนลดราคา (Right to Reduce) สิทธิบอกเลิกสัญญาเพื่อขอคืนเงิน (Right to Refund) และหน่วงการชำระราคาในกรณีสินค้ามีปัญหา (Right to Delay) โดยผู้บริโภคไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมในการซ่อมแซม เปลี่ยน หรือคืนสินค้า แม้อะไหล่รุ่นเดิมจะไม่มีแล้วและต้องใช้อะไหล่รุ่นที่ดีกว่าก็ตาม
สำหรับความกังวลเรื่องผลกระทบต่อผู้ประกอบการ นางสาวสารี มองว่า กฎหมายฉบับนี้จะช่วยยกระดับมาตรฐานและคุณภาพของสินค้าที่ผลิตในประเทศ ทำให้ผู้ประกอบการไทยมีศักยภาพในการแข่งขันสูงขึ้นทั้งในเวทีอาเซียนและตลาดส่งออกต่างประเทศ เนื่องจากสินค้าได้รับความน่าเชื่อถือมากขึ้น คาดว่าการประชุมอีกเพียงไม่กี่นัดจะสามารถพิจารณาได้แล้วเสร็จ และพร้อมเสนอเข้าสู่การพิจารณาของสภาในสมัยประชุมนี้ โดยตั้งใจให้กฎหมายมีความสมบูรณ์ในตัวเอง มีแนวทางชัดเจนเพื่อลดข้อถกเถียงหรือการปะทะกันระหว่างผู้ซื้อกับผู้ขาย และช่วยลดปริมาณคดีที่จะขึ้นสู่ศาลในอนาคต
นายกันต์พงษ์ ประยูรศักดิ์ รองประธานคณะกรรมาธิการฯ คนที่สาม เปิดเผยถึงบรรยากาศการพิจารณาร่างพ.ร.บ.ดังกล่าวว่า เป็นการทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพและราบรื่นของทุกฝ่าย ซึ่งกฎหมายฉบับดังกล่าวถูกพัฒนาและปรับปรุงมาอย่างยาวนานกว่า 16 ปี เพื่อให้ทันสมัยและเป็นประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชน โดยหวังว่าจะช่วยสร้างความสัมพันธ์และการทำงานร่วมกันอย่างราบรื่นระหว่างผู้ผลิต ผู้ประกอบการ และผู้บริโภค เพื่อให้ทุกฝ่ายสามารถเดินหน้าไปด้วยกันได้อย่างสมบูรณ์
ผศ.เอมผกา เตชะอภัยคุณ โฆษกคณะกรรมาธิการฯ กล่าวว่า ที่ประชุมได้นำร่างกฎหมายทั้ง 6 ฉบับมาพิจารณาร่วมกันเพื่อวางทิศทางการคุ้มครองสิทธิของผู้บริโภคให้ชัดเจนยิ่งขึ้น โดยมีการจัดแบ่งกลุ่มสินค้าออกเป็น 3 ประเภทหลัก ได้แก่ กลุ่มสินค้าทั่วไป กลุ่มยานยนต์ (รถยนต์และรถจักรยานยนต์) และกลุ่มอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้ากับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เพื่อกำหนดมาตรการเยียวยาที่เหมาะสมและสอดคล้องกับธรรมชาติของสินค้าแต่ละชนิด ซึ่งช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถปรับตัวเพื่อผลิตสินค้าได้ตามมาตรฐานด้วยจุดเด่นสำคัญของร่างกฎหมายฉบับนี้ คือการระบุระยะเวลาในการเยียวยาอย่างชัดเจน โดยเฉพาะสินค้าที่มีปัญหากับผู้บริโภคจำนวนมากอย่างรถยนต์ รถจักรยานยนต์ และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ กฎหมายจะกำหนดกรอบเวลาไว้อย่างละเอียดว่า หากผู้บริโภคใช้สิทธิโดยสุจริต ไม่ว่าจะเป็นการขอซ่อม เปลี่ยนสินค้า เลิกสัญญา หรือขอคืนเงิน จะต้องได้รับการเยียวยาภายในกี่วัน เพื่อป้องกันปัญหาการยื้อเวลาหรือข้อพิพาทที่ผู้บริโภคไม่สามารถใช้สิทธิได้จริงในปฏิบัติตามที่เคยเกิดขึ้นในอดีต
นอกจากนี้ คณะกรรมาธิการฯ ยังได้ศึกษากฎหมายจากต่างประเทศเพิ่มเติม เพื่อปรับปรุงร่างกฎหมายให้ทันสมัยและเข้ากับบริบทปัจจุบัน โดยเชื่อมโยงไปถึงเรื่องการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมและการลดปริมาณขยะอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อให้ประเทศไทยมีกฎหมายที่เป็นยุคใหม่ ไม่ล้าสมัยเหมือนกฎหมายในยุค 80
คริส พุทธชาติ /ข่าว
ลักขณา เทียกทอง /เรียบเรียง