20 พ.ค. 69 - ประธาน กมธ.การคมนาคม วุฒิสภา เผยผลประชุมถอดบทเรียนเหตุรถไฟชนรถโดยสารที่จุดตัดถนนอโศก–ดินแดง ย้ำปัญหาใหญ่ไม่ใช่วิศวกรรม แต่คือวินัยจราจรและการทำงานแยกส่วนของหน่วยงาน เสนอจัดชุดเจ้าหน้าที่บูรณาการประจำจุดเสี่ยงช่วงชั่วโมงเร่งด่วน พร้อมคุมเข้มตรวจสารเสพติดผู้ปฏิบัติหน้าที่ระบบราง

image

          นายวุฒิชาติ กัลยาณมิตร ประธานกรรมาธิการ (กมธ.) การคมนาคม วุฒิสภา เปิดเผยภายหลังการประชุมของคณะกรรมาธิการฯ ถึงเหตุการณ์รถไฟชนรถโดยสารประจำทาง ที่จุดตัดรถไฟ บนถนนอโศก-ดินแดน เมื่อ  16 พฤษภาคม ที่ผ่านมา ซึ่งได้เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมให้ข้อมูล
          นายวุฒิชาติ กล่าวว่า ได้เชิญ 9 หน่วยงานเข้ามาให้ข้อมูล ทั้งเรื่องสาเหตุ การสืบสวน และบทบาทหน้าที่ของแต่ละหน่วยงาน พร้อมหารือแนวทางบูรณาการการทำงานร่วมกัน เพื่อไม่ให้เกิดเหตุซ้ำรอยอีก อุบัติเหตุอาจเกิดขึ้นได้โดยไม่คาดฝัน แต่ต้องไม่เกิดจากการฝ่าฝืนกฎจราจร ความประมาท หรือการขาดวินัย ซึ่งนำไปสู่ความสูญเสียเช่นนี้ โดยหลายข้อเสนอเกี่ยวข้องกับงบประมาณและต้องใช้เวลา แต่สิ่งที่ทำได้ทันทีคือการยกระดับการทำงานร่วมกันในพื้นที่เสี่ยง
          เมื่อถามว่ามีข้อเสนอเชิงรูปธรรมอย่างไรบ้าง นายวุฒิชาติ กล่าวว่า จาก 9 หน่วยงาน พบว่าอย่างน้อย 6 หน่วยงานมีเจ้าหน้าที่ตรวจการหรือผู้บังคับใช้กฎหมายของตนเอง เช่น องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) การรถไฟแห่งประเทศไทย ผู้ตรวจการขนส่งทางราง กรุงเทพมหานคร (เทศกิจ) กรมการขนส่งทางบก ตำรวจจราจร จึงเสนอให้จัดกำลังหน่วยงานละ 1–2 นาย มาประจำจุดตัดในช่วงชั่วโมงเร่งด่วน โดยประสานเวลาการเดินรถไฟกับสภาพจราจรจริง เพื่อร่วมกันกำกับดูแล ลดความเสี่ยงเฉพาะหน้าได้ทันที
          เมื่อถามว่ามีการโฟกัสหน่วยงานใดเป็นพิเศษหรือไม่ นายวุฒิชาติ กล่าวว่า ทุกหน่วยต้องกลับไปเข้มงวดกับคนของตนเอง รถไฟมีมาตรฐานความปลอดภัยอยู่แล้ว ต้องบังคับใช้จริงจัง โดยเฉพาะเรื่องสารเสพติดและแอลกอฮอล์กับผู้ปฏิบัติหน้าที่ ขณะที่ตำรวจอาจมีข้อจำกัดด้านกำลังพล แต่ช่วงรถติดหนักต้องช่วยกันกวดขัน ส่วน ขสมก. ต้องเน้นอบรมพนักงานขับรถและพนักงานประจำรถให้ยึดวินัยจราจรเป็นหลัก
          ส่วนบทเรียนนี้จะขยายผลอย่างไรนั้น หากกำลังคนไม่พอ ต้องใช้เทคโนโลยีและการออกแบบกายภาพถนนเข้ามาช่วย แต่ต้องไม่เน้นความสะดวกจนละเลยความปลอดภัย ที่ประชุมยังเสนอแนวทางระบบเตือนภัยและการจัดการเหตุฉุกเฉิน (Emergency Warning) เพื่อป้องกันเหตุใหญ่ในอนาคต
          ขณะที่ในระยะสั้นประชาชนจะเห็นการเปลี่ยนแปลงอะไรได้บ้าง ตนเชื่อว่าแค่ทุกคนทำหน้าที่ของตัวเองก็ลดความเสี่ยงได้มาก เช่น พื้นที่ Yellow Box หน้าแนวรถไฟกำหนดชัดเจนว่าห้ามจอดล้ำ 5 เมตร ต่อให้รถติดก็ไม่ควรฝ่า หากผู้ขับขี่มีจิตสำนึกและไม่ละเมิดกฎ ปัญหาจะลดลงทันที
          เมื่อถามว่ามีประเด็นใดที่คณะกรรมาธิการฯ ไม่สบายใจเป็นพิเศษ นายวุฒิชาติ กล่าวว่า สิ่งที่รับไม่ได้คือผลตรวจพบสารเสพติดในผู้ปฏิบัติหน้าที่ประจำรถไฟ ต้องเพิ่มความถี่การสุ่มตรวจ ทั้งสารเสพติดและแอลกอฮอล์ และย้ำว่าผู้ทำหน้าที่ต้องเป็นผู้มีหน้าที่โดยตรง หากพบความผิดต้องดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด ส่วนช่องโหว่ใหญ่ที่สุดคือการขาดการบูรณาการ ต่างคนต่างทำ ทั้งที่ปัญหาเกิดซ้ำในช่วงเวลาเดิม ๆ คือ 06.00–09.00 น. และ 17.00–19.00 น. หากจัดกำลังร่วมกันเฉพาะช่วงนี้ จะเห็นผลชัดเจน
          เมื่อถามว่ามีความกังวลด้านวิศวกรรมหรือไม่ นายวุฒิชาติ กล่าวว่า ประเด็นวิศวกรรมต้องใช้งบประมาณและเวลา ตามแผนของ สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร แต่สิ่งเร่งด่วนวันนี้คือวินัยจราจรและการบังคับใช้กฎหมาย หากทำได้ เหตุลักษณะนี้จะลดลงอย่างแน่นอน
          ทั้งนี้ปัญหาหลักไม่ใช่โครงสร้าง แต่คือคน และ “การทำงานแยกส่วน จึงเสนอแนวทางบูรณาการกำลังเจ้าหน้าที่หลายหน่วยประจำจุดตัดรถไฟช่วงเร่งด่วน ควบคู่คุมเข้มมาตรฐานความปลอดภัยผู้ปฏิบัติหน้าที่ หวังลดความสูญเสียซ้ำรอยในระยะสั้น ขณะมาตรการเชิงวิศวกรรมต้องเดินหน้าควบคู่ในระยะยาว

ทัดดาว ทองอิ่ม ข่าว / เรียบเรียง

ประมวลผลภาพ

วิดีโอ