นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) เปิดเผยว่า เมื่อวานนี้ (26 มี.ค. 69) ทางกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) สำนักงานพลังงานจังหวัด และสำนักงานพาณิชย์จังหวัดลงพื้นที่ใน 7 จังหวัดประกอบด้วย จังหวัดฉะเชิงเทรา นครราชสีมา อุดรธานี ลำปาง พิษณุโลก และ สงขลา ลงพื้นที่ตรวจผู้ค้าส่งน้ำมันหรือพ่อค้าคนกลางในธุรกิจน้ำมันหรือจ็อบเบอร์จำนวน 22 จุด แบ่งเป็น 1.ประเภทซื้อมาขายไปที่ไม่มีคลังน้ำมัน พบว่า มีข้อมูลตัวเลขชัดเจนไม่พบความผิดปกติ และประเภทที่มีคลังน้ำมัน พบว่า มีน้ำมันเหลือที่คลังน้ำมันประมาณ 1 หมื่นลิตร ซึ่งอยู่ระหว่างการขายและจากการตรวจสอบข้อมูลได้มีการบันทึกไว้มีความถูกต้องไม่ผิดปกติ นอกจากนี้ ยังมีการลงพื้นที่ตรวจผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 ซึ่งเป็นคลังน้ำมันขนาดใหญ่ 2 แห่งในจังหวัดสงขลา พบมีน้ำมันในคลังไม่ถึง 50 % หรือประมาณ 10 ล้านลิตร และจากการตรวจสอบข้อมูลทั้งหมดไม่พบความผิดปกติแต่อย่างใด ขณะเดียวกันทุกคลังน้ำมันมีการติดราคาเรียบร้อย
ในส่วนของสถานีบริการน้ำมัน จากการลงพื้นที่ของหอการค้าเมื่อคืนที่ผ่านมา ได้สำรวจปั๊มน้ำมัน 550 แห่ง พบว่า มีปั๊มที่น้ำมันหมดเหลือเพียง 390 แห่ง จากที่ก่อนหน้านี้มีมากถึง 450 แห่ง ซึ่งปั๊มน้ำมันทั้งหมดที่น้ำมันหมดตอนช่วงกลางคืน ในช่วงเช้าก็จะมีน้ำมันเข้ามาเติมและเปิดบริการได้ตามปกติ
ส่วนปริมาณน้ำมันดิบที่เข้าสู่ประเทศไทยนั้นตั้งแต่วันที่ 1-18 มีนาคม ที่ผ่านมา มีประมาณ 3,400 ล้านลิตร วันที่ 20-25 มีนาคม มี 878 ล้านลิตร รวม 4,231 ล้านลิตร ซึ่งเพียงพอที่จะกลั่นน้ำมันให้ประชาชนและในเดือนเมษายนและพฤษภาคมก็จะมีเข้ามาอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ส่วนน้ำมันสำเร็จรูปที่ส่งออกไปยัง สสป.ลาว และเมียนมานั้น ตั้งแต่วันที่ 1-25 มีนาคม ส่งออกไปยัง สปป.ลาว เฉลี่ย 4.6 ล้านลิตร และเมียนมา 2.2 แสนลิตร
เลขาธิการสภาพัฒน์ กล่าวด้วยว่า นายกรัฐมนตรีมีดำริให้ตนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อยากให้น้ำมันที่กลั่นในประเทศใช้ในประเทศ และจะนำเข้าน้ำมันสำเร็จรูปจากต่างประเทศแล้วส่งออกไปยัง สสป.ลาว แทน ก็น่าจะช่วยให้เรามีความมั่นคงเรื่องน้ำมันที่ใช้ในประเทศมากขึ้นอีก 5 ล้านลิตรต่อวัน ซึ่งตรงนี้กำลังดูรายละเอียดอยู่ แต่การที่เอาน้ำมันสำเร็จรูปจากต่างประเทศมาสามารถทำได้อยู่แล้ว
ทัดดาว ทองอิ่ม ข่าว / เรียบเรียง