นายไชยยงค์ มณีรุ่งสกุล สมาชิกวุฒิสภา (สว.) อภิปรายถึงปัญหาและแนวทางแก้ไขผลกระทบจากสถานการณ์สงครามตะวันออกกลาง โดยระบุว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นในขณะนี้ไม่ได้มาจากภาวะน้ำมันขาดแคลน แต่เป็นผลจากการบริหารจัดการที่บกพร่อง และการขาดความเข้าใจข้อเท็จจริงของโครงสร้างธุรกิจค้าน้ำมันของผู้บริหารประเทศหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
นายไชยยงค์ อธิบายว่า ธุรกิจน้ำมันแบ่งออกเป็น 2 ระบบหลัก ได้แก่ บัญชีค้าปลีก ซึ่งจำหน่ายให้กับสถานีบริการน้ำมัน และบัญชีค้าส่ง ซึ่งจำหน่ายให้กับคนกลางหรือบริษัทผู้ค้าส่ง เพื่อนำไปกระจายต่อให้กับผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรม เช่น โรงงาน โลจิสติกส์ นากุ้ง และผู้รับเหมาก่อสร้าง ซึ่งกลุ่มนี้เป็นผู้ใช้น้ำมันรายใหญ่ และไม่ได้ใช้บริการสถานีบริการน้ำมันมานานหลายปี
อย่างไรก็ตาม ภายหลังเกิดวิกฤตน้ำมัน โรงกลั่นและบริษัทน้ำมันได้ยกเลิกการจำหน่ายผ่านบัญชีค้าส่ง เหลือเพียงการส่งน้ำมันผ่านบัญชีค้าปลีกไปยังสถานีบริการน้ำมัน ส่งผลให้ผู้ประกอบการรายใหญ่ที่เคยพึ่งพาบัญชีค้าส่งได้รับผลกระทบ ต้องหันมาเติมน้ำมันที่สถานีบริการ ทำให้เกิดการแข่งขันแย่งใช้น้ำมันกับประชาชนทั่วไป
นอกจากนี้ ยังมีการปรับลดโควตาการจัดสรรน้ำมันให้กับสถานีบริการน้ำมัน จากเดิมประมาณ 15,000 ลิตร เหลือเพียง 9,000 ลิตรต่อวัน ส่งผลให้ปริมาณน้ำมันไม่เพียงพอต่อความต้องการของประชาชน
สำหรับแนวทางแก้ไข นายไชยยงค์เสนอว่า หากยังไม่มีการกลับมาใช้ระบบบัญชีค้าส่ง โรงกลั่นและบริษัทน้ำมันควรเพิ่มปริมาณการจัดส่งน้ำมันให้กับสถานีบริการน้ำมันอย่างน้อย 1 เท่าตัว เพื่อรองรับทั้งความต้องการของประชาชนและผู้ประกอบการ
ทั้งนี้ นายไชยยงค์ ยังอ้างถึงคำสั่งของ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) ที่ให้โรงกลั่นจำหน่ายน้ำมันในบัญชีค้าส่งในราคาเดียวกับหน้าสถานีบริการน้ำมัน จากเดิมที่ราคาค้าส่งต่ำกว่าประมาณลิตรละ 2–3 บาท อย่างไรก็ตาม แม้คำสั่งดังกล่าวจะมีผลมาหลายวันแล้ว แต่ยังไม่ปรากฏการดำเนินการที่ชัดเจน ทำให้เกิดข้อสงสัยถึงอำนาจในการกำกับดูแลระหว่างรัฐบาลกับผู้ประกอบการโรงกลั่นในปัจจุบัน
อัญชิสา ก่อกิจฤกษ์ชัย ข่าว/เรียบเรียง