19 ม.ค.69 - คณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมืองฯ วุฒิสภา ผนึกกำลังภาคีเครือข่าย จัดเวทีการเสวนาย่อย “Policy Forum ความเหลื่อมล้ำ - รัฐสวัสดิการ ขณะที่ผู้เข้าร่วมเสวนาส่วนใหญ่เห็นว่า ควรบรรจุเรื่องที่อยู่อาศัยไว้ในรัฐธรรมนูญ จัดระบบสวัสดิการเด็กถ้วนหน้า

image

          การเสวนาย่อย Policy Forum ความเหลื่อมล้ำ - รัฐสวัสดิการ ภายใต้เวทีเสวนาเรื่อง “Policy Watch Connect 2026 เลือกตั้ง 69 นโยบายสาธารณะ ฝ่าวิกฤตประเทศ” จัดโดยคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การพัฒนาการเมืองและการมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิ เสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา ร่วมกับ ศูนย์สื่อสารวาระทางสังคมและนโยบายสาธารณะ (The Active) ไทยพีบีเอส สถาบันพระปกเกล้า สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และมูลนิธิฮันส์ ไซเดล ประเทศไทย 

          ในเวทีเสวนา ได้เชิญผู้ทรงคุณวุฒิจากหน่วยงานและเครือข่ายต่าง ได้แก่ นายนิติรัตน์ ทรัพย์สมบูรณ์ ผู้ประสานงานเครือข่ายรัฐสวัสดิการเพื่อความเท่าเทียมและเป็นธรรม (We Fair) นายคมสันติ์ จันทร์อ่อน ผู้ประสานงานมูลนิธิพัฒนาที่อยู่อาศัย นายบุญส่ง หมอยา เครือข่ายสลัมสี่ภาค ผศ.สุนี ไชยรส คณะทำงานขับเคลื่อนนโยบายสวัสดิการเด็กเล็กถ้วนหน้าเพื่อคุณภาพชีวิตที่ยั่งยืน นายอธิพันธ์ ว่องไว เครือข่ายคนพิการ ผศ.กฤษฎา ธีระโกศลพงศ์ คณะสังคมสงเคราะห์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นายธนพงษ์ เชื้อเมืองพาน กลุ่มสหภาพแรงงานย่านรังสิตและกรรมการประกันสังคม นางสาวอรุณี ศรีโต สมาคมส่งเสริมสิทธิชุมชนเพื่อการพัฒนา รตี แต้สมบัติ มูลนิธิเครือข่ายเพื่อกระเทยเพื่อสิทธิมนุษยชน และอนรรฆ พิทักษ์ธานิน ศูนย์แม่โขงศึกษา สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

          รศ.ประภาส ปิ่นตบแต่ง สมาชิกวุฒิสภา และกรรมาธิการการพัฒนาการเมืองและการมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิ เสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา กล่าวว่า เวทีที่จัดขึ้นนี้ เป็นการดำเนินการร่วมกันในการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะ จากประสบการณ์ของทุกคน ซึ่งเรียกได้ว่า เป็นตลาดนัดนโยบาย ให้ผู้มีอำนาจทางการเมืองเข้ามาศึกษานโยบายเพื่อนำไปขับเคลื่อนเมื่อได้เข้ามาบริหารประเทศ

          นายนิติรัตน์ ทรัพย์สมบูรณ์ ผู้ประสานงานเครือข่ายรัฐสวัสดิการ เพื่อความเท่าเทียมและเป็นธรรม กล่าวว่า ประเทศไทยมีวิกฤตซ้อนวิกฤต คือวิกฤติความเหลื่อมล้ำ วิกฤตความยากจน และวิกฤตความเปราะบาง ประเทศยังไม่นำไปสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิต โดยจากข้อมูลพบว่าทรัพย์สินกับรายได้ของประเทศระหว่าง คนที่ร่ำรวยที่สุดและคนที่ยากจนที่สุดนั้น มีทรัพย์สินต่างถึง 362 เท่า ประเทศอยู่ในวังวนแบบนี้มาช้านาน ยังไม่สามารถหลุดพ้นจากสถานการณ์นี้ได้ และใน 1 ปี มีคนจนเพิ่มขึ้น 1 ล้านคน มีเด็กที่อยู่ในครอบครัวที่ยากจน 8.6 แสนคน

          ทั้งนี้ กรณีของคนพิการ ถ้ามีการปรับเงินที่ให้คนพิการจาก 800 บาท เป็น 1,000 บาท จะใช้งบประมาณกว่า 2 พันล้านบาทเท่านั้น ขณะที่ความเหลื่อมล้ำในเรื่องเงินบำนาญ กับเงินเบี้ยยังชีพ ต่างกัน 51 เท่า อีกทั้ง พบว่า มีเด็กที่ออกจากระบบการศึกษาจำนวน 1 ล้านคน แรงงานนอกระบบ 20 ล้านคน ซึ่งมีแรงงานนอกระบบที่เข้าสู่ระบบประกันสังคมเพียง 10 ล้านคน โดยใน 10 ล้านคนนี้ มีแรงงานที่สมทบต่อเนื่อง 1 ล้านคนเท่านั้น 
ดังนั้น ประเทศมีความจำเป็นที่ต้องทำให้ตัวการพัฒนาคุณภาพชีวิต เป็นตัวตั้งของรัฐบาล ซึ่งรัฐบาลที่ผ่านมาอาจจะดูแลในเรื่องนี้ค่อนข้างน้อย และยังไม่สามารถพัฒนาการยกระดับคุณภาพชีวิต ด้วยการมีรัฐสวัสดิการให้เกิดขึ้นได้
 
          นายนิติรัตน์ กล่าวถึงข้อเสนอของเครือข่าย ในการจัดทำรัฐสวัสดิการ จากครรภ์มารดาถึงเชิงตะกอน ต้องเริ่มตั้งแต่ เงินอุดหนุนเด็ก เกิดไม่อด ลดรายจ่าย ซึ่งรวมไปถึงการพัฒนาศูนย์เด็กเล็ก การศึกษาฟรี ยกเลิกหนี้ มีเงินเดือน ระบบสุขภาพที่มีมาตรฐานเดียวกัน ที่อาศัยมีคุณภาพเข้าถึงได้ แรงงานมีคุณค่ามีเวลาดูแลครอบครัว ประกันสังคมครอบคลุมคุ้มค่าให้ทุกคนเข้าถึงได้ บำนาญถ้วนหน้าอิสรภาพวัยเกษียณ สวัสดิการเสมอภาคเท่าเทียมและการปฏิรูประบบภาษีมีเงินเพิ่มเติมงบสวัสดิการ

          ขณะที่ ผศ.สุนี ไชยรส คณะทำงานขับเคลื่อนนโยบายสวัสดิการเด็กเล็กถ้วนหน้าเพื่อคุณภาพชีวิตที่ยั่งยืน  กล่าวถึงความเหลื่อมล้ำด้านสิทธิและสวัสดิการเด็กเล็กว่า ปัญหาหลักคือสิทธิไม่เท่ากันตั้งแต่เกิด เด็กที่พ่อแม่ อยู่แรงงานนอกระบบ-รายได้น้อย เข้าไม่ถึงสิทธิและสวัสดิการเท่าเด็กครอบครัวมั่นคง การคัดกรองเด็กรวยเด็กจน ทำให้เด็กตกหล่นเข้าไม่ถึงสิทธิ์ 

          ผศ.สุนี ยังมองว่า รัฐสับสนในเรื่องของสวัสดิการและประชานิยม เอาเรื่องของคนจนมาปนกับสวัสดิการ ซึ่งการจัดระบบสวัสดิการถ้วนหน้า ต้องให้สิทธิเด็กทุกคนและทุกช่วงวัยเท่าเทียมกัน ทั้งนี้หากยังไม่มีการแก้ปัญหาดังกล่าวจะเป็นการตอกย้ำความเหลื่อมล้ำข้ามรุ่น ซึ่งมองว่าในขณะนี้ความเหลื่อมล้ำถูกนำมาเป็นวาทกรรมทางการเมือง ถูกมองว่าเป็นการเรียกร้องเงิน แต่ในความเป็นจริง คือการเรียกร้องสวัสดิการของเด็ก เพราะเด็กรอไม่ได้ เติบโตขึ้นทุกวัน

          นอกจากนี้ ผศ.สุนี ยังกล่าวถึงข้อเสนอนโยบายต่อพรรคการเมืองและรัฐบาลชุดใหม่ ในการสร้างระบบสวัสดิการเด็กเล็กถ้วนหน้า โดยเสนอแนะให้เงินอุดหนุนเด็กเล็กถ้วนหน้าเดือนละ 3000 บาท ซึ่งหลายพรรคการเมืองยังไม่ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องดังกล่าว ขณะที่เงินอุดหนุนหญิงตั้งครรภ์ อายุครรภ์ 5-9 เดือน เดือนละ 3000 บาท โดยในเรื่องนี้รัฐบาลชุดเก่าได้มีการผลักดันในเรื่องดังกล่าวแล้ว แต่ยังไม่ประสบความสำเร็จ รวมถึงเรียกร้องให้มีการจัดตั้งศูนย์เด็กเล็ก โดยเฉพาะการรับเลี้ยงเด็กอายุ 4 เดือนถึง 2 ปี ที่ยังไม่มี ส่วนใหญ่ผู้ปกครองฝากไว้กับปู่ย่าตายาย เพราะว่าต้องออกไปทำงาน ดังนั้นจึงมีความจำเป็นที่จะต้องให้ศูนย์เด็กเล็กขยับอายุที่จะรับเด็กมาดูแลลง ส่วนการดูแลกลุ่มเด็กพิเศษหรือออทิสติก ยังไม่มีสถานที่รองรับ เด็กจำนวนมากถูกทอดทิ้ง ขณะเดียวกันควรจะต้องมีการกระจายอำนาจไปยังองค์กรส่วนท้องถิ่น เพื่อให้มีงบประมาณในการดูแลในพื้นที่ได้

 

คริส  พุทธชาติ ข่าว/เรียบเรียง

ประมวลผลภาพ

วิดีโอ