ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรมีมติให้ความเห็นชอบในวาระที่สาม ร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) จัดระเบียบทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) เป็นผู้เสนอ ภายหลังจากที่ก่อนหน้านี้มีมติเห็นชอบรับหลักการ และเสนอใช้กรรมาธิการเต็มสภาพิจารณาในวาระที่สอง โดยไม่มีการแก้ไขเนื้อหาส่วนใด ส่วนสาระสำคัญของร่างกฎหมายเป็นการเปลี่ยนชื่อสำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ เป็นสำนักงานพระคลังข้างที่ และโอนกิจการของสำนักพระราชวังเฉพาะส่วนของงานพระคลังข้างที่ ไปเป็นของสำนักงานพระคลังข้างที่
อย่างไรก็ตาม ก่อนที่ประชุมจะมีมติดังกล่าว นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน และผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร อภิปรายแสดงความไม่เห็นด้วยกับการที่ ครม. จะเสนอให้มีการใช้คณะกรรมาธิการเต็มสภาพิจารณา เนื่องจากมองว่าเป็นการเร่งรัดกระบวนการในการพิจารณาร่างกฎหมายฉบับนี้ เพราะมีข้อสังเกตว่าร่างกฎหมายฉบับนี้เป็นการแก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.จัดระเบียบทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ ที่บัญญัติขึ้นมาใหม่ในยุครัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เมื่อปี 2561 ทำให้การดูแลและบริหารพระราชทรัพย์เปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญ ไม่มีสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ซึ่งทำหน้าที่ดูแลทรัพย์สินที่เป็นของสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นการเฉพาะอีกแล้ว แต่ได้เปลี่ยนไปเป็นสำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ นอกจากนี้ ตั้งข้อสังเกตถึงการดูแลพระราชทรัพย์ในส่วนที่เป็นของสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งไม่ใช่ส่วนพระองค์ อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่าไม่มีประเด็นคัดค้านร่างกฎหมายนี้ที่เป็นเพียงการเปลี่ยนชื่อสำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ ตามกฎหมาย ปี 2561 เป็นสำนักงานพระคลังข้างที่ เพราะเนื้อหาสำคัญของกฎหมายถูกเปลี่ยนแปลงไปแล้วในยุค คสช. แต่ต้องการให้กระบวนการพิจารณาร่างกฎหมายเป็นไปตามกระบวนการนิติบัญญัติปกติ ไม่ควรเป็นกระบวนการพิเศษพิจารณาวันเดียว 3 วาระรวด เนื่องจากเห็นว่ายิ่งเป็นร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับสถาบันที่เป็นพระประมุขของชาติ สภาผู้แทนราษฎรจึงควรดำเนินการอย่างรอบคอบและถี่ถ้วน รวมถึงต้องระมัดระวังไม่ให้เกิดความเคลือบแคลงโดยไม่จำเป็น
ณรารัฎฐ์ โพธินาม / ข่าว เรียบเรียง