นายศุภโชค ศรีสุขจร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) จังหวัดนครปฐม พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การอุตสาหกรรม สภาผู้แทนราษฎร แถลงข่าวถึงปัญหาการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมในพื้นที่ภาคตะวันออก โดยเฉพาะในจังหวัดปราจีนบุรีว่า จากการประสานงานกับกรมโรงงานอุตสาหกรรม ได้รับรายงานว่ามีการดำเนินคดีและฟ้องร้องผู้กระทำผิด ตลอดจนเจ้าของที่ดินที่ยินยอมให้นำสิ่งปฏิกูลมาทิ้งแล้ว รวมทั้งสิ้น 18 จุด แบ่งเป็น อ.ศรีมหาโพธิ 2 จุด อ.ศรีมโหสถ 9 จุด และ อ.กบินทร์บุรี 7 จุด สำหรับผลการตรวจวัดคุณภาพน้ำและสิ่งแวดล้อม โดยกรมควบคุมมลพิษ ได้แบ่งออกเป็น 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ กรณีคราบน้ำมันสีรุ้ง อ.ศรีมหาโพธิ ผลการตรวจวิเคราะห์น้ำรอบโรงงานในรัศมี 3–5 กิโลเมตร พบว่าคราบสีรุ้งดังกล่าวคือสารไฮโดรคาร์บอน (น้ำมันเครื่อง) โดยนายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ได้สั่งการให้บังคับใช้ มาตรา 39 สั่งปิดโรงงานดังกล่าวทันที พร้อมดำเนินคดีตามกฎหมาย ทั้งนี้ในเบื้องต้นยังไม่พบการปนเปื้อนของโลหะหนักในจุดดังกล่าว ส่วนกรณีปลาตาย ประตูระบายน้ำเพชรเอิบ อ.กบินทร์บุรี ตรวจพบค่าออกซิเจนละลายในน้ำ (DO) อยู่ที่ 3.26 มิลลิกรัมต่อลิตร ซึ่งต่ำกว่ามาตรฐาน ขณะนี้อยู่ระหว่างรอผลการยืนยันทางห้องปฏิบัติการเกี่ยวกับค่าโลหะหนักตกค้าง และ การสุ่มตรวจ 5 จุด (เชื่อมโยงถึง จ.สระแก้ว) พบว่าค่าออกซิเจนต่ำกว่ามาตรฐานถึง 4 จุด และพบการปนเปื้อนของสารอลูมิเนียมบริเวณต้นน้ำ 2 จุดแรก ซึ่งต้องเฝ้าระวังตามเกณฑ์สำนักงานคุ้มครองสิ่งแวดล้อมแห่งสหรัฐอเมริกา (US EPA) อย่างใกล้ชิด หากระดับน้ำลดลง กรมควบคุมมลพิษจะเข้าตรวจสอบการตกค้างของโลหะหนักบนผิวดินเพิ่มเติม นอกจากนี้ รมว.อุตสาหกรรม ยังได้สั่งการให้สแกนตรวจโรงงานที่ได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการประเภท 101 105 และ 106 ทั้งหมด หากพบว่าไม่มีการทำรีไซเคิลตามมาตรฐานหรือฝ่าฝืนระเบียบ จะใช้มาตรา 39 สั่งปิดโรงงานทันที
นายศุภโชค กล่าวอีกว่า ในประเด็นการลักลอบนำเข้ากากอุตสาหกรรมข้ามชาติ คณะกรรมาธิการฯ ได้ตั้งคณะอนุกรรมาธิการขึ้นมาสอบสวน โดยพบช่องโหว่ทางกฎหมายจากประกาศกระทรวงพาณิชย์ปี 2561 ที่ห้ามนำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์แบบเป็นชิ้นส่วน เช่น แผงโซลาร์เซลล์ หรือแบตเตอรี่ แต่กลุ่มผู้ลักลอบได้ใช้วิธีนำขยะเหล่านั้นมา บดละเอียดและผสมกับเศษโลหะอัดเป็นก้อนเพื่อเลี่ยงกฎหมาย ซึ่งในสัปดาห์หน้า คณะกรรมาธิการฯ จะเชิญกรมศุลกากร กรมโรงงาน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาร่วมหาแนวทางปิดช่องโหว่ดังกล่าว เพื่อไม่ให้ไทยกลายเป็นถังขยะอุตสาหกรรมโลก และเพื่อแก้ปัญหาขยะค้างคาที่ไม่สามารถบำบัดได้ เนื่องจากติดคดีความในชั้นศาล ภาครัฐเตรียมร่วมมือกับสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) และกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) บังคับใช้มาตรการยึดและอายัดทรัพย์สินของโรงงานและผู้กระทำผิด เพื่อนำทรัพย์สินมาขายทอดตลาด นำเงินมาเป็นค่าใช้จ่ายในการบำบัดกำจัดขยะพิษและชดใช้ความเสียหายให้แก่ภาครัฐ
นายศุภโชค ยังเปิดเผยว่า คณะกรรมาธิการฯ เตรียมหารือร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศ เพื่อบังคับใช้ อนุสัญญาบาเซิล (Basel Convention) ซึ่งเปิดช่องให้ประเทศไทยสามารถส่งขยะพิษที่มีการลักลอบนำเข้าโดยไม่ได้รับอนุญาต กลับคืนไปยังประเทศต้นทางได้อีกด้วย พร้อมยืนยันว่า คณะกรรมาธิการฯ จะติดตามปัญหานี้อย่างต่อเนื่อง และจะเปิดเผยข้อเท็จจริงเกี่ยวกับผลการทดสอบทุกประการโดยไม่มีการปกปิด เพื่อความปลอดภัยสูงสุดของประชาชนในพื้นที่ภาคตะวันออก
คริส พุทธชาติ /ข่าว
อรุณี ตันศักดิ์ดา /เรียบเรียง
