สว.เศรณี จี้เกษตรฯ แก้ปัญหาทุเรียนอ่อน–สารตกค้าง เร่งขยายห้องแล็บตรวจคุณภาพ

อัญชิสา ก่อกิจฤกษ์ชัย

19 ต.ค. 2569 13:13 น.8 ครั้ง
แชร์LINE
สว.เศรณี จี้เกษตรฯ แก้ปัญหาทุเรียนอ่อน–สารตกค้าง เร่งขยายห้องแล็บตรวจคุณภาพ

19 ต.ค.69 - สว.เศรณี ตั้งกระทู้สดถาม ถึงแนวทางแก้ปัญหาตัดทุเรียนอ่อนและสารปนเปื้อน BY2–แคดเมียม หวั่นกระทบความเชื่อมั่นและโอกาสส่งออก พร้อมเสนอขยายห้องปฏิบัติการตรวจคุณภาพให้ครอบคลุมพื้นที่ปลูกทุเรียน ด้านรมช.เกษตรฯ ยืนยันเดินหน้า 3 มาตรการตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ พร้อมรับข้อเสนอขยายศูนย์ตรวจ แต่ยอมรับติดข้อจำกัดด้านงบประมาณ

นายเศรณี อนิลบล สมาชิกวุฒิสภา(สว.) ตั้งกระทู้ถาม ถึงแนวทางแก้ไขปัญหาการตัดทุเรียนอ่อนและสารตกค้าง ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการส่งออกทุเรียนไทย พร้อมแสดงความห่วงใยเกษตรกรชาวสวนทุเรียนที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย
นายเศรณีกล่าวว่า ทุเรียนเป็นสินค้าเกษตรส่งออกสำคัญที่สร้างรายได้ให้ประเทศและเป็นอาชีพของเกษตรกรจำนวนมาก โดยจีนยังเป็นตลาดหลัก ขณะที่รัฐบาลพยายามขยายตลาดส่งออกไปยังประเทศอื่นเพิ่มเติม อย่างไรก็ตาม ปัญหาคุณภาพและมาตรฐานสินค้า โดยเฉพาะการตัดทุเรียนอ่อนและสารปนเปื้อน เช่น BY2 และแคดเมียม อาจกระทบความเชื่อมั่นของประเทศคู่ค้าและทำให้ไทยสูญเสียโอกาสทางการค้า
นายเศรณีกล่าวเพิ่มเติมว่า ได้รับเรื่องร้องเรียนจากเกษตรกร ผู้ส่งออก และผู้ประกอบการล้งในจังหวัดชุมพร ซึ่งเป็นแหล่งผลิตทุเรียนสำคัญของประเทศ เกี่ยวกับข้อจำกัดในการส่งตัวอย่างทุเรียนไปตรวจคุณภาพ เนื่องจากต้องเดินทางไปใช้บริการห้องปฏิบัติการของบริษัท เซ็นทรัลแล็บ ที่จังหวัดสงขลา ทำให้มีค่าใช้จ่ายและเกิดความไม่สะดวก จึงตั้งคำถามต่อกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 2 ประเด็น ได้แก่ 1. แนวทางแก้ปัญหาการตัดทุเรียนอ่อน การควบคุมช่วงเวลาเก็บเกี่ยวให้เหมาะสมตามสายพันธุ์และพื้นที่ผลิต ตั้งแต่ดอกบานจนถึงเก็บเกี่ยว ซึ่งอาจใช้เวลาประมาณ 110–120 วัน รวมถึงการบริหารจัดการสัญญาระหว่างเกษตรกรกับผู้ส่งออกและล้ง เพื่อป้องกันไม่ให้เกษตรกรถูกเอาเปรียบ และ 2. แนวทางเพิ่มประสิทธิภาพหน่วยตรวจทุเรียนอ่อนและสารตกค้าง โดยให้กรมวิชาการเกษตรสามารถให้บริการได้อย่างทั่วถึง รวดเร็ว ทันต่อสถานการณ์ และมีค่าใช้จ่ายต่ำลง
ด้านนายวัชระพล ขาวขำ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า กระทรวงให้ความสำคัญกับปัญหาทุเรียนอ่อน เนื่องจากส่งผลต่อคุณภาพ ราคา และความเชื่อมั่นของผู้บริโภค ตลอดจนการส่งออกของไทย โดยมีหลายหน่วยงานร่วมรับผิดชอบ ทั้งกรมวิชาการเกษตร กรมส่งเสริมการเกษตร และสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.)
นายวัชระพล ระบุว่า ในปี 2568 ไทยส่งออกทุเรียนมีมูลค่าประมาณ 150,000 ล้านบาท ส่วนปี 2569 กระทรวงตั้งเป้าหมายให้มีมูลค่าส่งออกไม่น้อยกว่าปีก่อน โดยจะขับเคลื่อนมาตรการดูแลคุณภาพตลอดห่วงโซ่การผลิต แบ่งเป็น 3 ระยะ ได้แก่ มาตรการต้นน้ำ กำหนดวันเก็บเกี่ยวทุเรียนตามสายพันธุ์และพื้นที่ผลิต โดยจังหวัดจะประกาศช่วงเวลาเก็บเกี่ยวที่เหมาะสม หากเกษตรกรต้องการตัดก่อนกำหนด เจ้าหน้าที่กรมส่งเสริมการเกษตรและกรมวิชาการเกษตรต้องตรวจสอบความแก่ของทุเรียนก่อนอนุญาตให้เก็บเกี่ยว พร้อมกำชับเจ้าหน้าที่ให้เข้มงวดในการควบคุมคุณภาพ มาตรการกลางน้ำ ควบคุมมาตรฐานล้งและโรงคัดบรรจุ โดยล้งต้องได้รับการรับรองตามมาตรฐาน มกษ. 9070 ก่อนยื่นขอส่งออก ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 10 กรกฎาคม 2568 พร้อมบูรณาการการทำงานระหว่างกรมวิชาการเกษตรและ มกอช. ในการตรวจสอบความแก่และความอ่อนของทุเรียน ตลอดจนสุ่มตรวจอย่างต่อเนื่อง มาตรการปลายน้ำ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะสุ่มตรวจคุณภาพทุเรียนก่อนปิดตู้ส่งออก ทั้งเปอร์เซ็นต์น้ำหนัก ความแห้ง และระดับความแก่ เพื่อให้ผลผลิตเป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนด
ส่วนข้อเสนอให้ขยายห้องปฏิบัติการตรวจทุเรียน นายวัชระพลกล่าวว่า เห็นด้วยกับข้อเสนอของนายเศรณี และจะนำไปหารือกับกรมวิชาการเกษตร เพื่อพิจารณาขยายศูนย์ตรวจให้ครอบคลุมจังหวัดที่มีการปลูกทุเรียน รวมถึงเพิ่มบุคลากรเพื่ออำนวยความสะดวกแก่เกษตรกรและผู้ประกอบการ โดยเฉพาะจังหวัดชุมพรที่ยังต้องส่งตัวอย่างไปตรวจที่จังหวัดสงขลา อย่างไรก็ตาม การขยายศูนย์ตรวจยังมีข้อจำกัดด้านงบประมาณ เนื่องจากงบประมาณปี 2570 ของกรมวิชาการเกษตรได้รับการจัดสรรอย่างจำกัด กระทรวงจึงต้องผลักดันให้ภาคการเกษตรได้รับการสนับสนุนงบประมาณอย่างเพียงพอ เพื่อเพิ่มศักยภาพการตรวจสอบและการให้บริการในพื้นที่
สำหรับปัญหาสารแคดเมียมปนเปื้อน นายวัชระพลกล่าวว่า กรมวิชาการเกษตรดำเนินการตรวจสอบพื้นที่เพาะปลูกและแหล่งน้ำอย่างต่อเนื่อง โดยพื้นที่ดินเพาะปลูกส่วนใหญ่ได้รับการตรวจสอบแล้ว แต่ยังมีบางพื้นที่ที่ตรวจพบสารปนเปื้อนหรือยังเข้าไม่ถึงการตรวจสอบ หากพบพื้นที่มีความเสี่ยง จะกำหนดเขตพื้นที่ที่ไม่เหมาะสมต่อการเพาะปลูก และให้เกษตรกรหรือผู้ประกอบการดำเนินการปรับปรุงดินตามความเหมาะสม ส่วนแหล่งน้ำเพื่อการเกษตรนั้น กรมวิชาการเกษตรตรวจสอบได้เกือบครอบคลุมทุกพื้นที่ และยังไม่พบการปนเปื้อนแคดเมียมตามข้อมูลที่รายงานต่อวุฒิสภา ขณะที่การตรวจสอบปุ๋ย กรมวิชาการเกษตรมีหน้าที่กำกับดูแลใบอนุญาต การนำเข้า และการจำหน่ายให้เป็นไปตามมาตรฐาน รวมทั้งสุ่มตรวจสารปนเปื้อนอย่างต่อเนื่อง หากพบการกระทำผิดจะดำเนินการตามกฎหมาย พร้อมกำชับผู้ประกอบการให้ปรับปรุงคุณภาพและมาตรฐานการนำเข้า เพื่อสร้างความมั่นใจว่าปัจจัยการผลิตทางการเกษตรมีคุณภาพและปลอดภัยตามเกณฑ์ที่กำหนด

อัญชิสา ก่อกิจฤกษ์ชัย /ข่าว
ลักขณา เทียกทอง /เรียบเรียง