26 ส.ค. 69 - รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย แจ้งที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ยืนยันประชาชนที่ติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปสามารถเลือกผู้ประกอบการจาก Vendor List ได้ด้วยตนเอง ขณะที่การไฟฟ้าเตรียมความพร้อมระบบสายส่งและเดินหน้าพัฒนา Smart Grid รองรับการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์

image

          นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย (รมช.มหาดไทย) ชี้แจงต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ในการพิจารณาพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 (พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท) หลังสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอภิปรายถึงหน่วยงานที่กำกับดูแล ได้แก่ การไฟฟ้านครหลวงและการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค โดยเฉพาะประเด็นการให้บริการและการขึ้นทะเบียนผู้ประกอบการหรือผู้รับจ้าง (Vendor List)

          นายพลพีร์ ยืนยันว่า ประชาชนที่สนใจเข้าร่วมโครงการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปสามารถเลือกผู้ประกอบการจาก Vendor List ได้ด้วยตนเอง การไฟฟ้าจะไม่เป็นผู้เลือกให้ โดยการไฟฟ้าจะมีวิศวกรให้บริการสำรวจพื้นที่ และจัดทำรายชื่อผู้ประกอบการที่ผ่านการขึ้นทะเบียนไว้ให้ประชาชนพิจารณาเลือกใช้บริการ ปัจจุบัน Vendor List ของการไฟฟ้านครหลวงและการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคมีรวมประมาณ 2,500 บริษัท และยังเปิดรับสมัครผู้ประกอบการเพิ่มเติม

          สำหรับคุณสมบัติของผู้ประกอบการที่จะขึ้นทะเบียนเป็น Vendor List ต้องผ่านการพิจารณาหลายด้าน ทั้งประวัติและประสบการณ์ของบริษัท วุฒิการศึกษาและใบอนุญาตประกอบวิชาชีพของบุคลากร ความเชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมไฟฟ้า โยธา และเทคนิค รวมถึงความมั่นคงทางการเงิน งบประมาณ การขาดดุล และการยื่นภาษีของบริษัท ทั้งนี้ ประชาชนไม่ได้ถูกกำหนดให้ต้องใช้บริการจากการไฟฟ้าเท่านั้น แต่สามารถเลือกใช้บริการจากผู้ประกอบการเอกชนได้เช่นกัน

          นายพลพีร์ กล่าวถึงข้อกังวลเรื่องความพร้อมของระบบไฟฟ้า หากประชาชนติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมากว่า การไฟฟ้าได้เตรียมความพร้อมไว้แล้ว โดยสายส่งและอุปกรณ์ที่มีอยู่ในปัจจุบันสามารถรองรับการรับไฟฟ้าส่งคืนได้เพิ่มขึ้นอีกประมาณ 1 เท่าของปริมาณที่ให้บริการอยู่ในปัจจุบัน นอกจากนี้ เงินกู้ส่วนหนึ่งจะนำไปลงทุนพัฒนาระบบโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Grid) ทั่วประเทศ โดยการไฟฟ้านครหลวงจะใช้งบประมาณประมาณ 3,000 ล้านบาท ขณะที่การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคจะใช้งบประมาณประมาณ 10,000 ล้านบาท เพื่อพัฒนาระบบไฟฟ้าในพื้นที่ต่างจังหวัด รวมถึงการติดตั้ง Smart Grid และแบตเตอรี่เพื่อรองรับกระแสไฟฟ้าจากโซลาร์รูฟท็อป ทั้งนี้ แบตเตอรี่จะช่วยบริหารจัดการไฟฟ้าที่ประชาชนผลิตได้ในช่วงกลางวัน โดยไฟฟ้าส่วนที่ไม่ได้ใช้สามารถส่งคืนเข้าสู่ระบบ และนำไปใช้จ่ายให้กับประชาชนในช่วงเวลากลางคืน รวมถึงช่วยป้องกันปัญหากระแสไฟฟ้าย้อนกลับ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในครัวเรือน และทำให้ระบบไฟฟ้ามีความปลอดภัยและมีเสถียรภาพมากขึ้น

 

ณัฐเดช เอียดปุ่ม /ข่าว

ลักขณา เทียกทอง /เรียบเรียง

ประมวลผลภาพ

วิดีโอ