26 ส.ค. 69 - พรรคประชาธิปัตย์ ยืนยันมติ ไม่เห็นชอบ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท เห็นว่าสถานการณ์เศรษฐกิจยังไม่ถึงขั้นวิกฤต ขณะที่แผนการใช้เงินและความเร่งด่วนของโครงการยังไม่ชัดเจน พร้อมตั้งข้อสังเกตถึงความเป็นไปได้ในการดำเนินโครงการโซลาร์รูฟท็อปตามกรอบเวลา และกังวลว่าการกู้เงินอาจเพิ่มภาระดอกเบี้ยกับความเสี่ยงที่หนี้สาธารณะเข้าใกล้กรอบร้อยละ 70 ในปี 71

image

        นายกรณ์ จาติกวณิช สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แถลงข่าวชี้แจงจุดยืนของพรรคประชาธิปัตย์ ต่อกรณีการลงมติเห็นชอบอนุมัติพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน 4 แสนล้านบาท ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณาในวันนี้ (26 ส.ค.69) ว่า แม้ในทางกฎหมาย ศาลรัฐธรรมนูญจะมีมติเสียงข้างมากชี้ขาดแล้วว่าการออก พ.ร.ก. ฉบับนี้ไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญและสามารถกระทำได้ แต่ในแง่ของความเหมาะสมและความจำเป็นในการออกกฎหมายกู้เงินนั้น ถือเป็นอำนาจหน้าที่และภารกิจโดยตรงของ สส. ที่จะต้องพิจารณาอย่างรอบคอบเพื่อผลประโยชน์ของประชาชน

         นายกรณ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า การตัดสินใจว่าจะลงมติเห็นชอบอนุมัติ พ.ร.ก. กู้เงินฉบับนี้หรือไม่ สส. จะต้องร่วมกันตอบคำถามสำคัญให้ได้ใน 4 ประเด็นหลัก ได้แก่ 

        1. สถานการณ์ปัจจุบันวิกฤตจนถึงขั้นส่งผลต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศจริงหรือไม่ เมื่อเปรียบเทียบกับการออก พ.ร.ก. เงินกู้ในอดีต ประเทศไทยต้องเผชิญกับวิกฤตร้ายแรงระดับต้มยำกุ้ง แฮมเบอร์เกอร์ หรือวิกฤตโควิด-19 จึงจะถือว่าเป็นภัยต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ แต่ในปัจจุบัน แม้เศรษฐกิจจะเติบโตช้า แต่ก็ยังคงเติบโตอยู่ ขณะที่เงินทุนสำรองระหว่างประเทศอยู่ในระดับสูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ และอัตราเงินเฟ้อยังอยู่ในเกณฑ์ที่บริหารจัดการได้ สถานการณ์ขณะนี้จึงไม่ได้อยู่ในขั้นวิกฤตแต่อย่างใด นอกจากนี้ การกู้เงินผ่าน พ.ร.ก. จะขาดการตรวจสอบอย่างเข้มข้นในชั้นกรรมาธิการที่ต้องพิจารณางบประมาณแบบบรรทัดต่อบรรทัดเหมือน พ.ร.บ.งบประมาณทั่วไป ดังนั้น หากไม่มีความจำเป็นจริง ๆ ก็ควรหลีกเลี่ยงการใช้เงินจาก พ.ร.ก. กู้เงิน

        2. แผนการใช้เงินกู้ 4 แสนล้านบาท ตอบโจทย์ปัญหาของประชาชนหรือไม่ ตามที่ปัจจุบันปัญหาเศรษฐกิจหลักของประเทศ คือ เศรษฐกิจโตช้า ประเทศขาดดุลการค้าและขาดดุลบัญชีเดินสะพัด รายได้ของประชาชนลดลง และค่าครองชีพสูงขึ้นจากปัญหาสินค้าราคาแพง แต่แผนการกู้เงิน 4 แสนล้านบาทของรัฐบาลกลับไม่มีแนวทางที่จะเข้ามาตอบโจทย์หรือช่วยแก้ไขปัญหาสำคัญทั้ง 4 ข้อนี้ให้แก่ประชาชนได้เลย

        3. มีความจำเป็นเร่งด่วนที่หลีกเลี่ยงไม่ได้จริงหรือไม่ โดยรัฐธรรมนูญระบุเงื่อนไขว่าการออก พ.ร.ก. ต้องมีความจำเป็นเร่งด่วนในการรีบใช้เงิน แต่ปัจจุบันกลับยังไม่ปรากฏแผนงานจัดสรรเงินกู้ที่ชัดเจนจากรัฐบาลเลย แม้จะมีการแถลงผ่านสื่อมวลชนถึงโครงการสนับสนุนการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป (Solar Rooftop) บนหลังคาเรือนเป้าหมาย 5 แสน ถึง 1 ล้านหลัง แต่ในทางปฏิบัติ กฎหมายระบุว่าต้องดำเนินการกู้เงินให้แล้วเสร็จภายในสิ้นเดือนกันยายน 2570 ซึ่งเหลือเวลาทำงานเพียง 1 ปี 1 เดือนเท่านั้น ขณะที่สถิติการติดตั้งของไทยในปีที่ผ่านมาทำได้เพียง 1 แสนหลังคาเรือนต่อปี การจะบรรลุเป้าหมายของรัฐบาลในเวลาที่เหลือจึงเป็นไปไม่ได้และจำเป็นต้องใช้เวลาอย่างน้อยถึง 5 ปี โครงการนี้จึงสะท้อนให้เห็นว่าไม่ได้มีความเร่งด่วนตามที่รัฐบาลกล่าวอ้าง

        และ 4. ผลกระทบต่อสถานะทางการคลังของประเทศ หากมีการกู้เงินจำนวนนี้ จะทำให้หนี้สาธารณะของประเทศมีความสุ่มเสี่ยงอย่างมากที่จะพุ่งทะลุเพดาน 70% ตามที่กำหนดไว้ใน พ.ร.บ. วินัยการเงินการคลังของรัฐ ภายในปี 2571 หรืออาจเร็วกว่านั้น ซึ่งจะก่อให้เกิดปัญหาตามมาอย่างรุนแรงเมื่อถึงเวลาจัดสรรงบประมาณในปี 2571 โดยประเทศอาจมีงบประมาณแผ่นดินไม่เพียงพอตามข้อจำกัดของกฎหมายหนี้สาธารณะและวินัยทางการคลัง

        นายกรณ์ กล่าวว่าพรรคประชาธิปัตย์เห็นว่า การออก พ.ร.ก.กู้เงินวงเงิน 4 แสนล้านบาท ไม่สามารถยกระดับความเป็นอยู่ทางเศรษฐกิจของประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ และอาจเพิ่มภาระหนี้สาธารณะกับดอกเบี้ยที่ประเทศต้องรับผิดชอบในอนาคต ด้วยเหตุนี้ พรรคประชาธิปัตย์จึงไม่สามารถลงมติเห็นชอบกับ พ.ร.ก.กู้เงินฉบับดังกล่าวได้

 

คณรัตน์ ยินดีมิตร / ข่าว

ลักขณา เทียกทอง / เรียบเรียง 

ประมวลผลภาพ

วิดีโอ