26 ส.ค. 69 - นายกรัฐมนตรี ชี้แจงที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรถึงความจำเป็นเร่งด่วนของ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท รับมือผลกระทบจากวิกฤตพลังงาน ป้องกันความเสี่ยงจากวิกฤตซ้ำซ้อน เปลี่ยนผ่านด้านพลังงานเพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้า ยืนยันการกู้เงินไม่ขัดต่อกรอบวินัยการเงินการคลัง มีแผนชำระหนี้ หลักเกณฑ์การใช้จ่าย และกลไกตรวจสอบให้การดำเนินโครงการโปร่งใส

image

         นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เสนอพระราชกำหนด (พ.ร.ก.)ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงาน และสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 (พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท) ต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร โดยระบุว่า พ.ร.ก.ดังกล่าวได้มีการประกาศในราชกิจจานุเบกษาและมีผลบังคับใช้แล้วตั้งแต่วันที่ 9 พฤษภาคม 2569 และศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยว่า พ.ร.ก.ฉบับนี้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 172 วรรค 1 ยืนยันว่ารัฐบาลตระหนักถึงข้อห่วงใยในการรักษาวินัยทางการเงินการคลังของประเทศ ความคุ้มค่าและความโปร่งใสในการใช้จ่ายเงินกู้ดังกล่าว รัฐบาลจึงกำหนดหลักการสำคัญที่สอดคล้องกับกฎหมายวินัยการเงินการคลังของรัฐเพื่อเป็นกรอบในการกู้เงินไว้ในกฎหมายฉบับนี้ โดยให้กระทรวงการคลัง กู้เงินบาท เงินตราต่างประเทศ หรือออกตราสารหนี้ในนามรัฐบาล รวมไม่เกิน 400,000 ล้านบาท ภายใน 30 กันยายน 2570 และการใช้เงิน จะต้องใช้จ่ายเพื่อช่วยประชาชน หรือผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากราคาพลังงาน 200,000 ล้านบาท และส่งเสริมรองรับการเปลี่ยนผ่านพลังงานทดแทน 200,000 ล้านบาท 

          นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ขอให้สภาและประชาชนมีความมั่นใจว่า การบริหารหนี้สาธารณะของรัฐบาลในการกู้เงิน 4 แสนล้านบาทภายใต้พ.ร.ก.ฉบับนี้ และการกู้เงินในกรณีอื่นๆ จะไม่กระทบต่อกรอบการบริหารหนี้สาธารณะตามกฎหมายวินัยการเงินการคลังของรัฐ โดยประมาณการสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ซึ่งไม่เกินกรอบร้อยละ 70 สำหรับแนวทางการกู้เงินในเบื้องต้นจะพิจารณาจากแหล่งเงินกู้ในประเทศ ส่วนการชำระหนี้นั้นกระทรวงการคลังได้มีการวางแผนการชำระหนี้อย่างเป็นระบบเพื่อกระจายความเสี่ยงและดูแลต้นทุนการกู้เงินให้อยู่ในระดับที่เหมาะ มีความสามารถในการชำระหนี้ได้ทั้งเงินต้นและดอกเบี้ย ดังนั้นการชำระหนี้ภายใต้พ.ร.ก.ฉบับนี้ จึงยังคงอยู่ในระดับที่รัฐบาลสามารถบริหารจัดการได้ภายใต้กรอบวินัยการเงินการคลัง 

          นายอนุทิน กล่าวอีกว่า เพื่อให้การใช้จ่ายเงินกู้เป็นไปตามความคุ้มค่า โปร่งใส และตรวจสอบได้ รัฐบาลให้ความสำคัญในการกำหนดกระบวนการกลั่นกรองโครงการผ่านกลไกของคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้เงินกู้ ซึ่งจะต้องเป็นโครงการที่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ อยู่ภายใต้แผนงานและโครงการที่กำหนดตามบัญชีท้ายพระราชกำหนดเท่านั้น รวมถึงจะต้องพิจารณาด้วยความเหมาะสม รอบคอบ คุ้มค่า และความจำเป็นเร่งด่วนที่ไม่ซ้ำซ้อนกับเงินงบประมาณและแหล่งอื่นๆ รวมทั้งหน่วยงานที่มีความดำเนินการได้ทันที 

          นายกรัฐมนตรี ยังเปิดเผยว่า รัฐบาลยังได้กำหนดหลักการใช้จ่ายเงินกู้ภายใต้หลักการ 5T ได้แก่ Target ตรงจุด ใช้เงินตรงเป้าหมาย Transition เร่งรัด การเปลี่ยนผ่าน ลดความเปราะบางทางพลังงาน Transformation เปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง เน้นกำรลงทุนที่ช่วยให้เศรษฐกิจสามารถฟื้นตัว และ Transparent โปร่งใส ตรวจสอบได้ Together ขับเคลื่อนร่วมกันทุกภาคส่วน เพื่อให้เงินทุกบาท สร้างคุณค่าสูงสุด แก่ประชาชน และประเทศ

 

คริส พุทธชาติ  /ข่าว
ลักขณา เทียกทอง /เรียบเรียง

ประมวลผลภาพ

วิดีโอ