นายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภาและประธานสภาผู้แทนราษฎร นำคณะผู้แทนรัฐสภาไทย พร้อมด้วย นางสาวอุรวดี ศรีภิรมย์ เอกอัครราชทูต ณ กรุงฮานอย เข้าพบหารือกับ นายเล มิงห์ ฮึง (H.E. Mr. Le Minh Hung) นายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ที่สำนักงานรัฐบาล กรุงฮานอย ในโอกาสเยือนเวียดนามอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 5-7 สิงหาคม 2569 ซึ่งตรงกับวาระครบรอบ 50 ปีการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-เวียดนาม
นายกรัฐมนตรีเวียดนาม กล่าวต้อนรับคณะผู้แทนรัฐสภาไทย พร้อมระบุว่าตลอดระยะเวลา 50 ปี ไทยและเวียดนามได้พัฒนาความร่วมมืออย่างต่อเนื่อง จนยกระดับสู่การเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์รอบด้าน และหวังว่าการเยือนครั้งนี้จะช่วยส่งเสริมความร่วมมือระหว่างฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหารของทั้งสองประเทศให้ใกล้ชิดยิ่งขึ้น
ด้าน นายโสภณกล่าวแสดงความยินดีกับนายกรัฐมนตรีเวียดนามในโอกาสเข้ารับตำแหน่ง พร้อมชื่นชมความก้าวหน้าของเวียดนาม โดยเฉพาะการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ การศึกษา เศรษฐกิจ และเทคโนโลยี ซึ่งมีส่วนสนับสนุนการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน ประธานรัฐสภา ระบุว่าการเยือนครั้งนี้มุ่งส่งเสริมความร่วมมือระหว่างฝ่ายนิติบัญญัติของทั้งสองประเทศ และแลกเปลี่ยนประสบการณ์ด้านการกำหนดนโยบายและการออกกฎหมาย โดยเฉพาะการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ซึ่งเป็นความท้าทายร่วมของภูมิภาค พร้อมยืนยันว่ารัฐสภาไทยจะสนับสนุนการดำเนินงานของรัฐบาลทั้งสองประเทศในด้านความมั่นคง การพัฒนาสังคม และการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน สำหรับความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ ไทยและเวียดนามตั้งเป้าเพิ่มมูลค่าการค้าทวิภาคีให้ถึง 25,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2570 โดย นายโสภณ ยืนยันว่าหากเวียดนามมีข้อเสนอที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากฝ่ายนิติบัญญัติ รัฐสภาไทยพร้อมประสานและผลักดันให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม
สำหรับฝ่ายเวียดนาม เสนอให้ทั้งสองประเทศเพิ่มความร่วมมือท่ามกลางสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ที่เปลี่ยนแปลง ทั้งด้านความมั่นคงทางทะเล ความมั่นคงชายแดน ความมั่นคงทางไซเบอร์ การป้องกันอาชญากรรมข้ามชาติและการค้ามนุษย์ ตลอดจนการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทาน การค้า และการลงทุนระหว่างภาคเอกชนของสองประเทศ ทั้งนี้ ทั้งสองฝ่ายยังเห็นพ้องให้ประสานความร่วมมือในกรอบอาเซียนและเวทีพหุภาคี พร้อมสนับสนุนการแลกเปลี่ยนการเยือนระดับสูง และส่งเสริมบทบาทของฝ่ายนิติบัญญัติในการสนับสนุนความร่วมมือระหว่างรัฐบาล
นายโสภณ ยังกล่าวถึงความสัมพันธ์ระดับประชาชน โดยยกตัวอย่างชุมชนชาวเวียดนามในจังหวัดอุดรธานี นครพนม และสกลนคร ซึ่งอยู่ร่วมกับสังคมไทยมาอย่างยาวนาน พร้อมแสดงความสนใจแลกเปลี่ยนประสบการณ์ด้านการปฏิรูประบบราชการของเวียดนาม
นายกรัฐมนตรีเวียดนาม จึงกล่าวถึงแนวทางปรับโครงสร้างหน่วยงานภาครัฐ เพื่อลดความซ้ำซ้อน เพิ่มประสิทธิภาพการบริหาร และยกระดับการให้บริการประชาชน พร้อมเชิญชวนนักท่องเที่ยวและนักลงทุนไทยเดินทางไปยังเวียดนามมากขึ้น
ภายหลังการหารือ ทั้งสองฝ่ายยืนยันสานต่อความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์รอบด้าน และขับเคลื่อนความร่วมมือทั้งด้านการเมือง ความมั่นคง เศรษฐกิจ การค้า การลงทุน การศึกษา วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และการแลกเปลี่ยนระดับประชาชน เพื่อประโยชน์ร่วมกันของไทย เวียดนาม และประชาคมอาเซียน
สำนักความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และสำนักประชาสัมพันธ์ สผ. ข้อมูล/ภาพ
