14 มิ.ย. 69 - สว.ชาญวิศว์ สนับสนุนโครงการรถไฟทับปุด-กระบี่ เชื่อมท่าอากาศยานนานาชาติกระบี่กับโครงข่ายรถไฟสายใหม่ หวังกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวภาคใต้ แต่ห่วงผลกระทบต่อประชาชนกว่า 300 ครัวเรือนและพื้นที่ทำกินจำนวนมาก เสนอปรับแนวเส้นทางเพื่อลดการเวนคืนที่ดิน ลดความขัดแย้ง และเพิ่มความคุ้มค่าในการลงทุน

image

         นายชาญวิศว์ บรรจงการ สมาชิกวุฒิสภา (สว.) กล่าวถึงโครงการก่อสร้างทางรถไฟช่วงทับปุด จังหวัดพังงา–จังหวัดกระบี่ ระยะทาง 68 กิโลเมตร ว่า เป็นโครงการพัฒนาทางรถไฟเพื่อเชื่อมต่อท่าอากาศยาน รองรับการเดินทางของผู้โดยสารจากเส้นทางรถไฟสายใหม่ สุราษฎร์ธานี–พังงา–ท่านุ่น เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของโครงข่ายคมนาคม รวมถึงเสริมศักยภาพการแข่งขันทางเศรษฐกิจ การลงทุน และการท่องเที่ยวของประเทศ สำหรับเส้นทางดังกล่าวจะเริ่มจากสถานีทับปุด มุ่งสู่ตัวเมืองกระบี่ และเชื่อมต่อไปยังท่าอากาศยานนานาชาติกระบี่ ถือเป็นโครงการเชื่อมโยงอ่าวไทยและอันดามัน รวมทั้งเป็นโครงการแรกที่เชื่อมทางรถไฟจากอ่าวไทยสู่อันดามัน และเป็นรถไฟสายแรกของไทยที่เชื่อมต่อท่าอากาศยานโดยตรง ซึ่งตนเห็นด้วยกับโครงการและพร้อมผลักดันอย่างเต็มที่ เพราะเชื่อว่าจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญด้านเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวของฝั่งอันดามัน

         อย่างไรก็ตาม ยังมีข้อกังวลหลายประเด็น เนื่องจากผลการสำรวจและออกแบบพบว่า โครงการอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนมากกว่า 300 ครัวเรือน เสี่ยงต่อการสูญเสียที่อยู่อาศัย และกระทบพื้นที่ทำกินทั้งสวนยางพาราและสวนปาล์มรวมกว่า 1,000 ไร่ ซึ่งเป็นแหล่งรายได้สำคัญของคนในพื้นที่นอกจากนี้ โครงการยังส่งผลกระทบต่อ 15 ตำบล ใน 4 อำเภอ จากปัญหาเสียงและแรงสั่นสะเทือน รวมถึงอาจทำให้ชุมชนเดิมถูกแบ่งแยกด้านการเดินทางและการสื่อสาร ขณะที่การใช้งบประมาณกว่า 3,000 ล้านบาท ยังเป็นประเด็นที่ต้องพิจารณาให้เกิดความคุ้มค่าสูงสุด

          นายชาญวิศว์ เสนอให้การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) พิจารณาปรับแนวเส้นทางใหม่ หากสามารถเบี่ยงเส้นทางได้ จะช่วยลดความขัดแย้งระหว่างภาครัฐกับประชาชน ลดการเวนคืนที่ดิน และลดงบประมาณก่อสร้างได้ พร้อมทั้งเสนอให้การออกแบบเส้นทางไม่กีดขวางทางน้ำ เนื่องจากภาคใต้มีฝนตกชุก รวมถึงต้องมีทางลอด ทางข้าม และระบบระบายน้ำที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตของประชาชนส่วนการเยียวยาค่าเวนคืนที่ดิน ควรอ้างอิงราคาตลาด และดูแลกลุ่มเปราะบาง โดยเฉพาะประชาชนที่ไม่มีเอกสารสิทธิในที่ดินแต่ใช้ประโยชน์และทำกินมาเป็นเวลานาน เพื่อไม่ให้ใครถูกทอดทิ้ง ทั้งนี้ โครงการมีกำหนดแล้วเสร็จในปี พ.ศ. 2578 โดยคาดว่าจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและกระจายรายได้สู่ประชาชนอย่างทั่วถึง ไม่กระจุกตัวอยู่เฉพาะกลุ่มทุน เช่น การเปิดพื้นที่รอบสถานีรถไฟให้ประชาชนและวิสาหกิจชุมชนนำสินค้ามาจำหน่าย รวมถึงส่งเสริมการท่องเที่ยวชุมชน

          นายชาญวิศว์ยังเสนอให้สถานีท่านุ่นเป็นศูนย์กลางการเดินทาง และในอนาคตควรเชื่อมเส้นทางรถไฟจากท่านุ่นไปยังอำเภอท้ายเหมือง จังหวัดพังงา และพื้นที่เขาหลัก รวมถึงต่อยอดจากท่าอากาศยานนานาชาติกระบี่ไปยังจังหวัดตรัง เพื่อเชื่อมโยงโครงข่ายรถไฟให้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้นพร้อมกันนี้ ได้ฝากข้อกังวลไปยังรัฐบาล เนื่องจากโครงการขนาดใหญ่ในภาคใต้มีค่อนข้างน้อย จึงขอให้รัฐบาลให้ความสำคัญกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ภาคใต้ด้วย

 

ณัฐเดช เอียดปุ่ม ข่าว/เรียบเรียง

ประมวลผลภาพ

วิดีโอ