11 พ.ค. 69 - สว.เศรณี จับตาโครงการนมโรงเรียน ปี 69 งบประมาณ 1.4 หมื่นล้านบาท พบปรับหลักเกณฑ์ใหม่ลดโควตาสหกรณ์-รัฐวิสาหกิจ ลง ให้เอกชน ชี้ขัดเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญและมติ ครม. ที่ต้องหนุนสถาบันเกษตรกรเป็นลำดับแรก

image

           นายเศรณี อนิลบล สมาชิกวุฒิสภา (สว.) เปิดเผยถึงการบริหารจัดการโครงการนมโรงเรียน ประจำปี 2569 โดยมีข้อเสนอแนะไปยังกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และข้อห่วงใยถึงความโปร่งใสของการบริหารจัดการนมโรงเรียน ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเด็กและเยาวชน 
          โดยขอเรียกร้องใน 2 ประเด็น คือ ความเป็นธรรม เรื่อง การบริหารจัดการโครงการนมโรงเรียน ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 จากนโยบายส่งเสริมให้เด็กไทยได้บริโภคนมโดยตั้งงบประมาณไว้ให้เยาวชนของชาติสามารถบริโภคนมจากการสนับสนุนของรัฐบาล ไม่ต่ำกว่า 260 วันต่อปี ซึ่งคิดเป็นเงินประมาณ 14,000 ล้านบาท โดยปัจจุบันกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีนโยบายให้นักเรียนได้มีโอกาสบริโภคนมได้ทั้ง 365 วัน เพื่อส่งเสริมในเรื่องของสุขภาพ บริโภคนมที่มีคุณค่าทางโภชนาการ ส่งเสริมพัฒนาการของเด็ก ซึ่งถือเป็นเรื่องสำคัญที่สุดของรัฐบาลที่ต้องดำเนินการ ขณะที่ การจัดสรรแบ่งโควตาระหว่างหน่วยงานของรัฐ เช่น สถาบันเกษตรกร รัฐวิสหกิจ และสถานศึกษา อยู่ที่ประมาณ 70% ส่วนภาคเอกชน 30% ต่อมาได้มีการปรับปรุงแก้ไขสัดส่วนของนมโรงเรียนขึ้นมาใหม่ โดยโควตาของภาคเอกชนเพิ่มขึ้นอีก 9% รวมเป็น 39% ส่วนหน่วยงานภาครัฐโดนตัดโควต้าเหลือเพียง 61% โดยขอตั้งสังเกตว่าการดำเนินการเช่นนี้ทำให้สถาบันเกษตรกร วิสาหกิจ รวมถึงสถานศึกษา เสียประโยชน์ในเรื่องการบริหารจัดการโครงการนำโรงเรียน โดยเห็นว่าหลักเกณฑ์ดังกล่าวไม่สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ที่กำหนดไว้ว่าจะต้องสนับสนุนและส่งเสริมสถาบันเกษตรกรหรือสหกรณ์ให้สามารถดำเนินการกิจการต่าง ๆ ได้อย่างมีเสถียรภาพ ประกอบกับมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2568 และมติ ครม. ลงวันที่ 20 มกราคม 2569 เขียนไว้ชัดเจนว่ากิจการนมโรงเรียนนั้นขอให้รัฐบาลทุกรัฐบาลให้ความสำคัญกับสหกรณ์ รัฐวิสาหกิจ สถาบันการศึกษา เป็นลำดับแรก
          ซึ่งที่ผ่านมาได้ดำเนินการอย่างถูกต้องและเป็นธรรมแล้ว แต่ต่อมาได้มีการออกหลักเกณฑ์ในลักษณะเป็นการกีดกันสถาบันเกษตรกร สถานศึกษาและรัฐวิสาหกิจ ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐ โดยอ้างถึงรัฐธรรมนูญว่าหน่วยงานของรัฐนั้นไม่ควรแข่งขันกับภาคเอกชน ซึ่งเป็นการกล่าวอ้างถึงรัฐธรรมนูญที่ไม่ครบถ้วน จึงขอเรียกร้องไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ว่า เรื่องของการบริหารจัดการโครงการนมโรงเรียนเป็นเรื่องที่ไม่ชอบมาพากลมายาวนาน เกรงว่าจะมีการแทรกแซงโครงการนมโรงเรียน เพื่อที่จะให้ผลประโยชน์ทั้งหมดไปตกอยู่ที่เอกชน และทำลายสถาบันเกษตรกร ไม่ว่าจะเป็นสหกรณ์โคนมหนองโพ สหกรณ์ต่าง ๆ สถานศึกษา หรือองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) ซึ่งถือเป็นหน่วยงานหลักที่เข้ามาบริหารจัดการเรื่องของนมโรงเรียน จึงขอให้ดำเนินการโครงการนมโรงเรียนอย่างโปร่งใส เป็นธรรม และเกิดประโยชน์กับเกษตรกรอย่างแท้จริง 
          นอกจากนี้ เรื่องของการแบ่งเขตต่าง ๆ โดยอยากให้โรงงานผลิตนมอยู่ใกล้สถานศึกษา หรือสหกรณ์รับซื้อนมดิบอยู่ในพื้นที่เดียวกันเพื่อลดต้นทุนในเรื่องค่าขนส่ง โดยให้สามารถส่งนมได้อย่างมีคุณภาพ ปลอดภัย และได้มาตรฐาน ส่งถึงนักเรียนได้อย่างรวดเร็ว

ทัดดาว ทองอิ่ม ข่าว / เรียบเรียง

ประมวลผลภาพ

วิดีโอ