นายพละวัต ตันศิริ สมาชิกวุฒิสภา (สว.) กล่าวว่า จากสถานการณ์หมอกควันและไฟป่าที่ยังคงปกคลุมภาคเหนือต่อเนื่องทุกปี โดยเฉพาะในจังหวัดเชียงราย ส่งผลให้ค่าฝุ่น PM2.5 พุ่งเกินมาตรฐานและกระทบสุขภาพประชาชนเป็นวงกว้าง ปัญหาดังกล่าวไม่ได้เกิดจากการเผาในประเทศเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีมลพิษข้ามแดนจากประเทศเพื่อนบ้านที่ทวีความรุนแรงขึ้นทุกฤดูกาล ซึ่งจากข้อมูลจุดความร้อนสะสมทั่วประเทศระหว่างวันที่ 13 - 19 เมษายนที่ผ่านมา พบว่า พุ่งสูงถึง 27,063 จุด แบ่งเป็นพื้นที่ป่าร้อยละ 80 และพื้นที่เกษตรกรรมอีกร้อยละ 20 นอกจากนี้ยังเผชิญปัญหามลพิษข้ามแดน โดยพบจุดความร้อนในประเทศเพื่อนบ้าน อาทิ สปป.ลาว และเมียนมา ซึ่งรวมกันมากกว่าจำนวนที่พบในไทยถึงเท่าตัว นอกจากนี้ ยังตั้งข้อสังเกตถึงการจัดสรรงบประมาณที่สวนทางกับสถานการณ์จริง แม้ที่ผ่านมางบประมาณจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจาก 149 ล้านบาทในปี 2565 เป็น 620 ล้านบาทในปี 2568 แต่งบประมาณปี 2569 กลับถูกปรับลดลงเหลือ 556 ล้านบาท โดยจังหวัดเชียงใหม่ได้รับการจัดสรร 73 ล้านบาท จังหวัดเชียงราย 36 ล้านบาท และจังหวัดแม่ฮ่องสอนเพียง 24 ล้านบาท เท่านั้น ซึ่งน้อยมากเมื่อเทียบกับพื้นที่เผาไหม้จริงกว่า 400,000 ไร่
นายพละวัต จึงขอเสนอ 3 แนวทางเพื่อแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน ประกอบด้วย การเสริมบทบาทพื้นที่ เปลี่ยนจากการดับไฟสู่การบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ เนื่องจากปัจจุบันยังเน้นการแก้ไขเมื่อเกิดเหตุมากกว่าการป้องกันล่วงหน้า จึงควรเพิ่มอำนาจและเครื่องมือให้ท้องถิ่นและชุมชนสามารถเฝ้าระวังและป้องกันไฟตั้งแต่ต้นทาง โดยให้ส่วนกลางทำหน้าที่เป็นแกนกลางด้านยุทธศาสตร์และกระจายบทบาทพร้อมงบประมาณให้พื้นที่บริหารจัดการได้ทันที และเพิ่มประสิทธิภาพการจัดระบบงบประมาณให้ตรงภารกิจ ทันสถานการณ์และเกิดผลจริง โดยต้องเน้นงบประมาณด้านการป้องกัน ทั้งแนวกันไฟ จุดสกัด และการเฝ้าระวังในพื้นที่เสี่ยง พร้อมกำหนดบทบาทหน่วยงานให้ชัดเจน จัดสรรงบประมาณให้เพียงพอและต่อเนื่องสอดคล้องกับพื้นที่ บูรณาการการทำงานเพื่อลดความซ้ำซ้อน และบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง นอกจากนี้ ยังต้องเสริมศักยภาพท้องถิ่นและชุมชนให้จัดการได้จริง ด้วยการสนับสนุนงบประมาณ อุปกรณ์ และอำนาจตามกฎหมายให้ท้องถิ่นดำเนินการได้อย่างเป็นรูปธรรม ควบคู่กับการสร้างการมีส่วนร่วมและความตระหนักของประชาชน เพื่อลดการเผาอย่างยั่งยืน
อรุณี ตันศักดิ์ดา ข่าว/เรียบเรียง