นายกัมพล สุภาแพ่ง สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ประธานกรรมาธิการการเศรษฐกิจ การเงิน และการคลัง วุฒิสภา ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีถอนรายงานการพิจารณาศึกษาเรื่องแนวทางการปรับโครงสร้างภาษีของประเทศไทย ซึ่งคณะกรรมาธิการฯ พิจารณาเสร็จแล้ว ออกจากวาระการประชุมวุฒิสภาวันนี้ ว่า ได้มอบหมายให้คณะอนุกรรมาธิการด้านการเงินไปจัดทำรายงานการศึกษาเรื่องนี้ เพราะงบประมาณที่ต้องนำมาใช้ ทั้งการขึ้นค่าแรง เบี้ยผู้สูงอายุ สาธารณูปโภค สวัสดิการต่าง ๆ ค่ารักษาพยาบาล การศึกษา รัฐบาลจะเอาเงินมาจากไหน ซึ่งนำมาเป็นหลักคิดในการศึกษา โดยต้องพิจารณาจากในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต ก่อนจะนำมาเสนอต่อคณะกรรมาธิการฯ ซึ่งคณะกรรมาธิการฯ เห็นด้วยกับรายงานฉบับดังกล่าว เรียกว่าเป็นผลงานทางวิชาการ
นายกัมพล อธิบายถึงการจับเก็บรายได้เพิ่มเติมของรัฐบาลว่า ตนได้บอกว่าต้องไม่กระทบกับผู้มีรายได้น้อยหรือรายได้ปานกลาง และการขึ้นภาษีต้องทำเป็นแบบขั้นบันได ซึ่งทราบดีว่าไม่มีสิทธิจะไปบอกให้รัฐบาลทำแบบนั้นแบบนี้ เป็นหน้าที่ของคณะกรรมาธิการฯ ที่ต้องจัดทำเป็นรายงานการศึกษาขึ้นมา เพื่อนำเสนอต่อรัฐบาล หากไม่เห็นด้วยก็ไม่เป็นไร โดยในรายงานระบุชัดว่าให้ขึ้นปีละ 1% เน้นกลุ่มผู้มีรายได้สูง แต่หากให้ขึ้นทีเดียวเป็น 10% หากเป็นแบบนั้นตนก็ไม่เห็นด้วยอยู่แล้ว
นายกัมพล ยังกล่าวด้วยว่า รายงานการศึกษาฉบับนี้ดำเนินการมาเป็นปีแล้ว แต่ปัจจุบันที่ไทยได้รับผลกระทบจากสงครามตะวันออกกลาง กลับเป็นจังหวะเดียวกับที่รายงานถูกบรรจุในวาระที่จะเสนอต่อที่ประชุมพอดี จนถูกกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก ตนจึงให้ถอนรายงานออกมาก่อน โดยยืนยันว่าไม่มีเจตนาร้าย และอาจจะนำกลับมาในช่วงที่สงครามยุติลงและเศรษฐกิจดีขึ้น
นายกัมพล ยอมรับว่า การสื่อสารออกไปว่า สว. เสนอให้ขึ้นภาษีเป็น 10% ประชาชนตกใจ ตนเองก็ตกใจ ทั้งที่เป็นรายงานเชิงวิชาการเท่านั้นเอง และการขึ้นภาษีนั้นจะกระทบกับคนที่มีรายได้มาก เพื่อความเสมอภาค รวมถึงจะจัดการกับการหลบเลี่ยงภาษีด้วย
ทั้งนี้ ในรายงานฉบับดังกล่าว ยังมีการศึกษาเปรียบเทียบโครงสร้างการจัดเก็บภาษีในกลุ่มอาเซียน พบว่าไทยเก็บภาษี 7% มากกว่าเมียนมาประเทศเดียว ซึ่งเก็บที่ 5% และประเทศในอาเซียนเก็บสูงสุดที่ 14%
ทัดดาว ทองอิ่ม ข่าว / เรียบเรียง