ที่ประชุมวุฒิสภา มีมติเห็นชอบรายงานการพิจารณาศึกษาเรื่อง "การสร้างสภาเด็กและเยาวชนให้ยั่งยืนด้วยพลังชุมชน" ซึ่งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การพัฒนาสังคม และกิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ คนพิการ ผู้ด้อยโอกาส และความหลากหลายทางสังคม วุฒิสภา พิจารณาเสร็จแล้ว พร้อมเห็นด้วยกับข้อสังเกตของ กมธ.
นางวราภัสร์ ไพพรรณรัตน์ ประธาน กมธ. กล่าวถึงสาระสำคัญของการจัดทำรายงาน ว่า กมธ. เล็งเห็นถึงความสำคัญของสภาเด็กและเยาวชน ซึ่งเป็นกลไกหลักตามพระราชบัญญัติส่งเสริมการพัฒนาเด็กและเยาวชนแห่งชาติ พ.ศ. 2550 และที่แก้ไขเพิ่มเติม หัวใจสำคัญของรายงานฉบับนี้ ประกอบด้วยการสร้างพื้นที่ประชาธิปไตยรากฐาน มุ่งเน้นให้เด็กและเยาวชนมีส่วนร่วมอย่างมีความหมายในกระบวนการพัฒนาและกำหนดทิศทางของสังคม และเป็นเวทีให้เยาวชนเรียนรู้เรื่องสิทธิ หน้าที่ และความรับผิดชอบต่อส่วนรวม รวมถึงการกล้าแสดงความคิดเห็นในประเด็นที่กระทบต่อตนเองและชุมชน พร้อมเสนอโมเดลพหุภาคีท้องถิ่น ด้วยการพัฒนาโครงสร้างความร่วมมือแบบพหุภาคีในระดับชุมชน เพื่อเป็นฐานรองรับให้สภาเด็กฯ มีความเข้มแข็งและยั่งยืน ตลอดจนมุ่งหวังให้เยาวชนเติบโตเป็นกำลังสำคัญที่สามารถร่วมคิด ร่วมสร้าง และขับเคลื่อนการเป็นพลเมืองที่ตื่นรู้ (Active Citizen) สร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกให้แก่สังคมได้อย่างยั่งยืน ทั้งนี้ กมธ. ได้มอบหมายให้คณะอนุกรรมาธิการเด็ก เยาวชน และกลุ่มชาติพันธุ์ ดำเนินการศึกษารายละเอียดเชิงลึก เพื่อจัดทำข้อเสนอแนะส่งไปยังคณะรัฐมนตรีและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อพิจารณาดำเนินการยกระดับสภาเด็กและเยาวชนให้เป็นพลังสำคัญของประเทศชาติต่อไป
ด้าน นายปริญญา วงษ์เชิดขวัญ สมาชิกวุฒิสภา ได้สะท้อนปัญหาสำคัญและข้อเสนอแนะเพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับสภาเด็กและเยาวชนอย่างยั่งยืน โดยระบุว่าสภาเด็กและเยาวชนมีบทบาทสำคัญในการแสดงวิสัยทัศน์และแนวคิดเพื่อพัฒนาประเทศ แต่ที่ผ่านมากลับถูกมองข้ามและขาดการสนับสนุนอย่างจริงจังในระดับท้องถิ่น โดยเฉพาะการถูกผู้ใหญ่เบียดบังงบประมาณในการดำเนินกิจกรรมโดยมีการหักหัวคิวสูงถึง 40% พร้อมชี้ให้เห็นถึงการถูกครอบงำความคิด โดยผู้บริหารโรงเรียนและครูพี่เลี้ยงที่ปิดกั้นความเห็นต่าง ทำให้เสียงที่แท้จริงของเด็กไปไม่ถึงสาธารณะ จึงขอเสนอให้ดึงเยาวชนเข้ามีส่วนร่วมใน กมธ.ทั้ง 21 คณะเพื่อร่วมแก้ปัญหาประเทศ และกำชับให้รัฐสร้างกลไกคุ้มครองความปลอดภัยให้เด็กกล้าพูดเรื่องยาเสพติดและการทุจริต นอกจากนี้ยังคัดค้านการขยายเกณฑ์อายุเยาวชนไปถึง 30 ปี เพราะอาจกระทบต่อกระบวนการยุติธรรมและผิดไปจากบริบทของเยาวชนอย่างมาก พร้อมย้ำว่าต้องเลิกปิดปากและให้โอกาสเด็กมีส่วนร่วมอย่างแท้จริงเพื่อให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืน
อรุณี ตันศักดิ์ดา ข่าว/เรียบเรียง