10 มี.ค. 69 - ประธาน กมธ.ต่างประเทศ วุฒิสภา มองสงครามสหรัฐฯ อิสราเอล อิหร่าน ไม่ขยายวงกว้าง สุดท้ายจบที่การเจรจา แนะรัฐบาลพลิกวิกฤตนี้ ปรับแผนโครงสร้างพลังงานใหม่ ชี้พลังงานนิวเคลียร์ไม่น่ากลัวอย่างคิด

image

          นายนิรัตน์ อยู่ภักดี สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ประธานกรรมาธิการการต่างประเทศ วุฒิสภา เปิดเผยผ่านรายการทันข่าววุฒิสภา ถึงผลกระทบต่อไทยและโลกจากวิกฤตตะวันออกกลาง โดยเชื่อว่าสถานการณ์จะไม่ลุกลาม เนื่องจากอิหร่านจะไม่มีมิตรประเทศที่ให้การสนับสนุน ประเทศในอ่าวตะวันออกกลางซึ่งได้รับผลกระทบจากสงคราม อิหร่านก็ไปผลักมิตรให้เป็นศัตรูไปแล้ว จากการโจมตีประเทศข้างเคียง 10 กว่าประเทศ ดังนั้น มองดูแล้วอิหร่านต่อสู้อย่างโดดเดี่ยว ขณะที่ความช่วยเหลือจากจีนหรือรัสเซีย ก็คงไม่ได้มาก ความขัดแย้งครั้งนี้ ถือว่าเป็นสงคราม แต่คงไม่ขยายตัว เพียงแต่ไม่มีใครรู้ว่าจะจบภายใน 4 สัปดาห์ หรือ 3 เดือน หรือนานกว่านั้น ทั้งนี้ คณะกรรมาธิการฯ จะมีการประชุมกันในวันพุธที่ 18 มีนาคม นี้ โดยจะเชิญหน่วยงานด้านต่างประเทศและความมั่นคงทางทหาร มาให้ข้อมูล
          ส่วนประเทศไทยควรวางจุดยืนอย่างไร นายนิรัตน์ กล่าวว่า ต้องยอมรับว่าตั้งแต่สงครามโลก ครั้งที่ 2 ประเทศไทยวางตัวเป็นกลางมาตลอด ทุกเรื่องความขัดแย้งไทยจะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยว อย่างความไม่สงบในเมียนมา ทางอาเซียนเองมีความต้องการให้ไทยไปเป็นตัวกลางไกล่เกลี่ยความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลเมียนมาและชนกลุ่มน้อย เนื่องจากเมียนมามีเขตพื้นที่ติดกับประเทศไทย มีเศรษฐกิจ การค้าขายที่เกี่ยวข้องกัน มีชาวเมียนมามาทำงานในประเทศไทยไม่น้อยกว่า 4 ล้านคน แต่เนื่องจากประเทศไทยวางตัวเป็นกลาง จึงหลีกเลี่ยงที่จะเข้าไปเป็นตัวกลาง เพราะต้องการให้เมียนมาจัดการความขัดแย้งภายในประเทศด้วยตัวเอง ซึ่งมองว่าทุกเรื่องไทยมาถูกทาง แต่แม้ไม่ได้เกี่ยวข้องโดยตรง แต่จะไปเกี่ยวข้องในเรื่องผลกระทบ โดยเฉพาะราคาน้ำมัน
          ส่วนประเทศไทยควรรับมือวิกฤตด้านราคาพลังงานนี้อย่างไร นายนิรัตน์ กล่าวว่า ย้อนไปปี 2548 ตนเป็น สว. มาจากการเลือกตั้ง ตอนนั้นมีความไม่สงบเกิดขึ้นในตะวันออกกลาง ราคาน้ำมันขึ้นสูงไปถึง 140  ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งขณะนั้น ตนอยู่ในคณะกรรมาธิการการเศรษฐกิจ ได้ทำรายงานเสนอต่อที่ประชุมวุฒิสภารับทราบว่าหากราคาน้ำมันปรับสูงขึ้นจะกระทบต่อเศรษฐกิจอย่างไร ซึ่งขณะนั้นขนาดของเศรษฐกิจยังไม่ใหญ่มาก โดยประเทศไทยประสบกับวิกฤตราคาพลังงานมาตลอด แต่ไม่มีการปรับตัว เนื่องจากคิดว่าจะมีการปรับราคาลง แต่หากราคามันค้าง ก็จะรับมือได้ยาก กระทบไปทั่วโลก ซึ่งรัฐบาลจะต้องบอกความจริงให้ประชาชนทราบในทุกเรื่อง
          นายนิรัตน์ ให้เหตุผลที่สงครามนี้อาจไม่จบใน 4 สัปดาห์ แต่จะจบภายใน 3 เดือน และผลไม่มีแพ้ชนะ จะจบลงด้วยการเจรจา เพราะทุกฝ่ายเสียหาย โดยเฉพาะอิหร่าน ซึ่งเมื่อปลายปีที่ผ่านมามีการประท้วงรุนแรงจากเรื่องเศรษฐกิจของประเทศที่ตกต่ำมาก ความสัมพันธ์ระหว่างผู้นำอิหร่านและประชาชนคนรุ่นใหม่ที่ไม่ค่อยราบรื่นนัก ซึ่งอิหร่านเป็นประเทศมีน้ำมันเป็นอันดับ 2 ของโลก แต่เศรษฐกิจยังแย่ ประชาชนจึงอยากได้โอกาสให้คนรุ่นใหม่มีการศึกษา เท่าเทียมประเทศอื่น ๆ มีการค้าขายกับสังคมโลก ก่อนการประท้วงจะสงบลงเมื่อปลายเดือนมกราคม คณะกรรมาธิการฯ ได้ศึกษาและแจ้งให้ทราบว่าไม่ต้องกังวลเรื่องแรงงานไทย ที่มีน้อยเพียง 250 คน
           อย่างไรก็ตาม ในอดีตอิหร่านถูกบอยคอตสินค้าอย่างน้อย 40 ปี และเคยทำสงครามกับอิรัก ซึ่งอิหร่านยืนกรานต่อสู้มานาน 6-7 ปี แต่คราวนี้เศรษฐกิจอาจไม่ค่อยดี ประชาชนส่วนหนึ่ง 30-40% ก็อยากให้เปลี่ยนแปลงการปกครอง แรงหนุนให้ทำสงครามคงจะน้อยลง
          นายนิรัตน์ กล่าวด้วยว่า สงครามครั้งนี้ส่งผลให้ราคาน้ำมันอาจสูงเกิน 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ไปถึง 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล แล้วจะค่อย ๆ ปรับลง ซึ่งรัฐบาลต้องบอกประชาชน ไทยนำเข้าน้ำมัน 100% โดยปัจจุบันราคาดีเซลลิตรละ 30 กว่าบาท แต่ราคาจริงลิตรละ 43 บาท รัฐบาลอุดหนุนอยู่ โดยตรึงราคาไว้ 15 วันนั้น หากราคาขึ้นไปอีก กองทุนน้ำมันคงช่วยอะไรได้ยาก ซึ่งประชาชนต้องช่วยปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิต เพื่อประหยัดน้ำมันด้วย โดยประเทศไทยโชคดี จากค่าเงินบาทที่ค่อนข้างแข็ง และเงินทุนสำรอง 3 แสนล้านเหรียญ ดังนั้น หากน้ำมันปรับเพิ่มขึ้นเท่าตัว แต่เรายังมั่นใจจากเงินทุนสำรองที่สามารถทำให้เศรษฐกิจเดินไปได้ แต่แม้จะมีจุดเแข็ง รัฐบาลก็ต้องปรับวิธีบริหารการใช้พลังงานใหม่ ไปเลือกพลังงานที่ถูกกว่าและมีความยั่งยืนอย่างพลังงานนิวเคลียร์ ซึ่งปัจจุบันหลายประเทศโดยเฉพาะในยุโรปก็ใช้ โดยในประเทศไทย เมื่อได้ยินเรื่องการสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ก็มักจะกลัว ซึ่งปัจจุบันพลังงานนิวเคลียร์ที่เอามาใช้ผลิตไฟฟ้า สร้างเพียงโรงไฟฟ้าขนาดเล็กมีขนาด 10-300 เมกะวัตต์ มีความปลอดภัยสูง โดยราคาค่าไฟฟ้าอาจจะสูง แต่ค่าเฉลี่ย เมื่อผลิตไฟฟ้าออกมาจะอยู่ที่ 1 บาทต่อนหน่วย ขณะที่ปัจจุบันต้นทุนผลิตอยู่ที่ 2.50 บาทต่อบาท และการผลิตพลังงานสะอาดจะตอบโจทย์นักลงทุนจากทางยุโรปด้วย
          นายนิรัตน์ กล่าวทิ้งท้ายด้วยว่า ในวิกฤตยังมีโอกาสให้ได้ปรับปรุง และรัฐบาลใหม่ที่คาดว่าจะอยู่ครบวาระ 4 ปี จึงควรวางแผนเรื่องพลังงานล่วงหน้าไว้ ตลอดจนเรื่องอื่น ๆ ซึ่งถึงเวลาแล้วที่ไทยจะปรับปรุงตัว

ทัดดาว ทองอิ่ม ข่าว / เรียบเรียง
แฟ้มภาพ

ประมวลผลภาพ

วิดีโอ