นายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ให้สัมภาษณ์กรณีมีกลุ่มรณรงค์ประชามติสอบถามผู้สมัคร สส. ถึงจุดยืนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และนำคำตอบไปเผยแพร่ผ่านสื่อออนไลน์ในลักษณะส่งผลต่อภาพลักษณ์ของผู้สมัครว่า การสอบถามจุดยืนในประเด็นสาธารณะสามารถกระทำได้ หากผู้ถูกสอบถามมีความสมัครใจและยินยอมให้ข้อมูล อย่างไรก็ตาม ผู้สมัครแต่ละรายอาจมีความพร้อมหรือไม่พร้อมในการแสดงความคิดเห็น ซึ่งเป็นสิทธิส่วนบุคคลที่ต้องได้รับการเคารพ พร้อมระบุว่า หากการสอบถามมีลักษณะกดดัน กล้ำกราย หรือทำให้ผู้สมัครรู้สึกไม่ปลอดภัยในการแสดงความเห็น รวมถึงการนำเสนอข้อมูลในลักษณะที่บิดเบือนหรือสร้างผลกระทบต่อสิทธิของผู้อื่น อาจต้องพิจารณาว่าเข้าข่ายการกระทำที่ขัดต่อกฎหมายหรือไม่ ซึ่งต้องพิจารณาเป็นรายกรณี
สำหรับขอบเขตการรณรงค์ประชามติในภาพรวม นายแสวงกล่าวว่า กฎหมายประชามติรับรองเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นค่อนข้างกว้าง แต่การใช้เสรีภาพดังกล่าวต้องไม่เป็นการริดรอนสิทธิหรือเสรีภาพของผู้อื่น โดยเฉพาะสิทธิในความเป็นส่วนตัว และแม้บางกรณีอาจไม่เข้าข่ายความผิดตามกฎหมายประชามติ แต่หากมีลักษณะละเมิดสิทธิ อาจเกี่ยวข้องกับกฎหมายอื่น เช่น กฎหมายอาญา เลขาธิการ กกต. ยังย้ำว่าการรณรงค์ประชามติต้องหลีกเลี่ยงการเผยแพร่ข้อมูลอันเป็นเท็จ การใส่ร้าย หรือการให้ข้อมูลที่ทำให้ประชาชนเข้าใจผิด ซึ่งเป็นข้อห้ามตามกฎหมายประชามติ พร้อมระบุว่า กกต. สนับสนุนให้ทุกภาคส่วนรณรงค์เพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลอย่างรอบด้าน ภายใต้กรอบกฎหมายที่กำหนด ส่วนกรณีการรณรงค์ในลักษณะสอบถามจุดยืนผู้สมัครตามเวทีสาธารณะหรือเวทีดีเบต นายแสวงกล่าวว่า กกต. ไม่แสดงความเห็นเชิงสนับสนุนหรือคัดค้านรูปแบบการรณรงค์ของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่มีหน้าที่กำกับดูแลให้การรณรงค์และการออกเสียงประชามติเป็นไปด้วยความสุจริต เที่ยงธรรม และชอบด้วยกฎหมาย
เลขาธิการ กกต. ระบุเพิ่มเติมว่า วิธีการรณรงค์ในรูปแบบต่าง ๆ เช่น การแสดงจุดยืนเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบผ่านสื่อ สิ่งพิมพ์ หรือบรรจุภัณฑ์สินค้า สามารถกระทำได้ หากไม่ขัดต่อกฎหมายและไม่ละเมิดสิทธิของผู้อื่น
อัญชิสา ก่อกิจฤกษ์ชัย ข่าว/เรียบเรียง