14 ม.ค.69 - คณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมืองฯ วุฒิสภา ผนึกกำลังภาคีเครือข่าย จัดเวทีการเสวนาย่อย “Policy Forum การจัดการภัยพิบัติ ขณะที่นักวิชาการส่วนใหญ่เห็นว่า ควรกระจายอำนาจในการแจ้งเตือนภัยพิบัติให้ท้องถิ่น ปลดล็อคหรือคลายข้อจำกัดในการใช้งบประมาณ ซึ่งจะทำให้ชุมชนรับมือได้อย่างทันท่วงที

image

          การเสวนาย่อย Policy Forum : การจัดการภัยพิบัติ ภายใต้เวทีเสวนาเรื่อง “Policy Watch Connect 2026 เลือกตั้ง 69 นโยบายสาธารณะ ฝ่าวิกฤตประเทศ” จัดโดยคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การพัฒนาการเมืองและการมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิ เสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา ร่วมกับ ศูนย์สื่อสารวาระทางสังคมและนโยบายสาธารณะ (The Active) ไทยพีบีเอส สถาบันพระปกเกล้า สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และมูลนิธิฮันส์ ไซเดล ประเทศไทย 

          ในเวทีเสวนา ได้เชิญผู้ทรงคุณวุฒิ ได้แก่ รศ.สุจริต คูณธนกุลวงศ์ ผู้อำนวยการแผนงานวิจัยมุ่งเป้าด้านน้ำมั่นคง สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ รศ.สุทธิศักดิ์ ศรลัมพ์ หัวหน้าศูนย์วิจัยและพัฒนาวิศวกรรมปฐพีและฐานราก มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ดร.พิจิตต รัตตกุล ประธานเครือข่าย 19 มหาวิทยาลัยด้านภัยพิบัติดร.เพ็ญ สุขมาก ผู้อำนวยการสถาบันนโยบายสาธารณะ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ นายโกเมศร์ ทองบุญชู ผู้ประสานงานเครือข่ายจัดการภัยพิบัติ นายไมตรี จงไกรจักร์ ผู้จัดการมูลนิธิชุมชนไท นายซากีย์ พิทักษ์คุมพล วอร์รูมภาคประชาชน มัสยิดควนสันติ อําเภอหาดใหญ่ นายอนันต์ แสงบุญ เลขานุการคณะทำงาน ศูนย์รับมือภัยพิบัติชุมชนตำบลชมภู อำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่ และว่าที่ร้อยตรีอิสมาแอ มาหะ ศูนย์อาสาสมัคร มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.) วิทยาเขตปัตตานี ร่วมเสวนา

          รศ.สุจริต คูณธนกุลวงศ์ ผู้อำนวยการแผนงานวิจัยมุ่งเป้าด้านน้ำมั่นคง สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กล่าวว่า การจัดการภัยพิบัติของประเทศไทยยังเผชิญข้อจำกัดสำคัญหลายประการ ทั้งในเชิงโครงสร้าง ระบบการบริหารจัดการ และการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน ประเด็นแรกคือ ข้อจำกัดด้านกฎหมายและงบประมาณ ซึ่งยังถูกแยกตามภารกิจของแต่ละหน่วยงาน ทำให้การทำงานขาดความยืดหยุ่นและไม่สามารถบูรณาการได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขณะเดียวกัน ระบบการบริหารแบบ Top Down ที่สั่งการจากส่วนกลางลงไปสู่พื้นที่ ยังไม่ครอบคลุม ไม่ทั่วถึง และไม่สามารถเชื่อมโยงการทำงานในระดับต่าง ๆ ได้อย่างครบถ้วน ส่งผลให้การรับมือภัยพิบัติในบางพื้นที่ไม่สอดคล้องกับบริบทจริงของชุมชน

          นอกจากนี้ ยังพบข้อจำกัดด้าน ข้อมูล เทคนิค ความรู้ และประสบการณ์ ที่กระจัดกระจายอยู่ในหลายระดับ ทั้งระดับนโยบาย ระดับหน่วยงาน และระดับชุมชน ขาดการเชื่อมโยงและแลกเปลี่ยนข้อมูลร่วมกันอย่างเป็นระบบ รวมถึงปัญหาเรื่อง การรับรู้ของประชาชนและการสื่อสาร ที่ยังไม่ทั่วถึง ทำให้ชุมชนบางส่วนไม่สามารถเตรียมความพร้อมหรือรับมือกับสถานการณ์ภัยพิบัติได้อย่างทันท่วงที

          รศ.สุจริต ระบุว่า แนวทางสำคัญต่อจากนี้คือ กระทรวงและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องร่วมกันทบทวนวิธีการทำงาน ว่าจะสามารถจัดการภัยพิบัติให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นได้อย่างไร โดยต้องกำหนดตัวชี้วัดหรือ KPI ที่ชัดเจน ว่าในแต่ละปีควรเกิดผลลัพธ์อะไรขึ้นบ้าง ขณะเดียวกัน วิธีการดำเนินงานไม่ควรยึดเพียงกรอบเดิม แต่ต้องมีการคิด วิเคราะห์ และออกแบบการทำงานใน ทุกระดับ ตั้งแต่ระดับนโยบาย ระดับหน่วยงาน ไปจนถึงระดับพื้นที่และชุมชน เพื่อให้การจัดการภัยพิบัติเป็นระบบเดียวกัน เชื่อมโยงกัน และตอบโจทย์สถานการณ์จริงได้อย่างยั่งยืน

          ด้าน ดร.เพ็ญ สุขมาก ผู้อำนวยการสถาบันนโยบายสาธารณะ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ กล่าวว่า ขณะนี้ครม. ได้มีมติเห็นชอบข้อเสนอเชิงนโยบายจัดการภัยพิบัติโดยชุมชนและท้องถิ่นเป็นศูนย์กลาง หรือสมุดปกแดง ที่ภาคีเครือข่ายได้ร่วมกันถอดบทเรียนออกมาแล้ว และจะมีการผลักดันต่อให้พรรคการเมืองที่มีนโยบาย ด้านภัยพิบัติ ซึ่งจะมี 2 นโยบายหลัก คือนโยบายระดับชาติ ที่เสนอให้มีการแก้กฎหมาย พัฒนากลไกเชิงพื้นที่ พัฒนาศักยภาพภาคีเครือข่าย และบูรณาการแบบองค์รวม ส่วนระดับท้องถิ่น ที่มีศักยภาพ มีบุคลากร และมีทรัพยากรที่อยู่ในท้องถิ่น ซึ่งการทำให้ท้องถิ่นเข้าใจการจัดการระบบภัยพิบัติ ตั้งแต่ก่อนเกิดภัยพิบัติ ขณะเผชิญเหตุ และการฟื้นฟู ให้ท้องถิ่นสามารถมีแผนในการบริหารจัดการตนเองได้ จะทำให้การจัดการมีความยั่งยืนในระยะยาว โดยในสมุดปกแดง ที่นำเสนอต่อคณะรัฐมนตรีนั้น ได้ระบุถึงการกระจายอำนาจในการจัดการภัยพิบัติไปสู่ท้องถิ่นให้สามารถจัดการตนเองได้  ซึ่งจะทำให้ท้องถิ่นมีขีดความสามารถเพิ่มขึ้น และควรให้ท้องถิ่นมีอำนาจตามกฎหมายในการบริหารจัดการประกาศภัยพิบัติในพื้นที่แบบเบ็ดเสร็จ ซึ่งจะทำให้การแจ้งเตือนภัยพิบัติในพื้นที่ ไม่ต้องรอจากส่วนกลางเพียงอย่างเดียว แต่ท้องถิ่นสามารถดำเนินการแจ้งเตือนได้ด้วยตนเอง ซึ่งการกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นจะช่วยปลดล็อคในหลายเรื่อง ทั้งเรื่องกฎหมายและงบประมาณ จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานได้

          ขณะที่ ดร.พิจิตต รัตตกุล ประธานเครือข่าย 19 มหาวิทยาลัยด้านภัยพิบัติ กล่าวว่า ที่ผ่านมา ประเทศไทยใช้งบประมาณด้านการป้องกันและลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติค่อนข้างน้อย โดยงบประมาณในปีที่ผ่านมา มีการนำมาใช้จริงเพียงประมาณ ร้อยละ 20 เท่านั้น ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่ายังมีงบประมาณอีกจำนวนมากที่ไม่ถูกนำมาใช้ ทั้งที่สามารถนำไปเสริมสร้างความพร้อมและลดความสูญเสียได้

          ดร.พิจิตต อธิบายว่า สาเหตุสำคัญมาจากความกังวลของหน่วยงานผู้รับผิดชอบว่า หากใช้งบประมาณไปแล้วแต่ไม่เกิดเหตุภัยพิบัติขึ้น อาจถูกหน่วยงานตรวจสอบ โดยเฉพาะสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ตั้งข้อสังเกตหรือถูกมองว่าใช้งบประมาณไม่คุ้มค่า ทั้งที่ในความเป็นจริง ไม่มีใครสามารถคาดการณ์ได้อย่างชัดเจนว่า ภัยพิบัติจะเกิดขึ้นเมื่อใด การป้องกันจึงเป็นการลงทุนล่วงหน้าเพื่อความปลอดภัยของประชาชน

          พร้อมกันนี้ ยังเห็นว่าระบบการประเมินผลและกรอบความคิดในการใช้งบประมาณจำเป็นต้องมีการ ปรับเปลี่ยนทัศนคติใหม่ โดยเฉพาะข้อบังคับและขั้นตอนในการอนุญาตใช้งบประมาณ หากยังคงยึดติดกับเงื่อนไขเดิม ๆ ก็จะทำให้ไม่สามารถนำงบประมาณออกมาใช้เพื่อการป้องกันได้เลย จนกว่าจะเกิดเหตุขึ้นจริง ซึ่งถือเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ

          ดร.พิจิตต เสนอว่า ควรเปิด มิติใหม่ของการจัดการงบประมาณด้านการป้องกันภัยพิบัติ ด้วยการผ่อนคลายข้อจำกัดหรือคลายล็อก การใช้งบประมาณ ให้สามารถกระจายจากระดับส่วนกลางหรือระดับจังหวัด ลงไปสู่ ชุมชนในพื้นที่ มากขึ้น เพื่อให้เกิดการปฏิบัติจริง เสริมสร้างความพร้อม และเพิ่มศักยภาพในการรับมือภัยพิบัติในระดับฐานราก ซึ่งจะช่วยลดความสูญเสียและสร้างความยั่งยืนในการจัดการภัยพิบัติของประเทศในระยะยาว

 

คริส  พุทธชาติ ข่าว/เรียบเรียง

ประมวลผลภาพ

วิดีโอ