นายพูนศักดิ์ จันทร์จำปี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม สภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยผลการประชุม กมธ. เรื่อง ผลกระทบจากการลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่างประเทศไทยและสหรัฐอเมริกา โดยมีการเชิญผู้แทนหน่วยงานเข้ามาให้ข้อมูลเพิ่มเติม โดยผู้แทนจากกรมทรัพยากรธรณี ชี้แจงว่า ทางกรมฯ ได้สำรวจพื้นที่ในขั้นต้นครอบคลุมพื้นที่ 19% ของประเทศ พบว่าในประเทศไทยพบแร่สำคัญต่อเศรษฐกิจ (Critical Minerals) เพียง 5 ชนิดแร่ ได้แก่ ลิเธียม เงิน ทองแดง แมงกานีส และกลุ่มแร่หายาก ซึ่งปริมาณแร่หายากประเมินว่ามีประมาณ 8.6 ล้านตันกระจายตัวอยู่ในพื้นที่ 33 แหล่งใน 8 จังหวัด โดยที่ปริมาณแร่ที่พบนี้ ยังไม่จัดเป็นแร่สำรอง (Mineral Resource) เพราะยังไม่ได้ศึกษาถึงความคุ้มค่าที่จะขุดนำมาใช้ ส่วนกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) ชี้แจงว่า ยืนยันว่าอุตสาหกรรมต้นน้ำของประเทศไทยไม่มีการทำเหมืองแร่หายาก ขณะที่อุตสาหกรรมกลางน้ำ มีโรงแต่งแร่ที่ได้รับใบอนุญาตเพียง 5 แห่ง และมีเพียง 3 แห่งที่เปิดดำเนินการ ได้แก่ โรงแต่งแร่ที่พังงา นำหางแร่เก่าในอดีตมาแต่งแร่เพื่อส่งออกไปยังจีนทั้งหมด โรงแต่งแร่ที่ประจวบคีรีขันธ์และโรงแต่งแร่ที่สมุทรสาคร จะเป็นการนำหางแร่จากต่างประเทศ ได้แก่ประเทศออสเตรเลียและโมซัมบิก มาแต่งแร่ก่อนจะส่งออก โดยยืนยันว่า กระบวนการแต่งแร่ ใช้กระบวนการทางกายภาพ (Physical Process) คือ การย่อย ร่อน อบแห้งที่ 100 องศาเซลเซียส เท่านั้น ไม่มีกระบวนการใดที่ใช้สารเคมี สุดท้าย อุตสาหกรรมปลายน้ำ ไทยยังไม่มีอุตสาหกรรมการผลิตจากแร่เหล่านี้ในประเทศไทย ทั้งนี้ กพร.มีนโยบายที่จะเป็น ห่วงโซ่อุปทานตลอดสาย (Full Supply Chain) ของอุตสาหกรรมนี้ เพื่อการสร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศ
นายพูนศักดิ์ กล่าวด้วยว่า ประเทศไทยอาจจะยังไม่พร้อมด้วยศักยภาพที่มีในปัจจุบัน ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมมากกว่าประโยชน์ที่จะได้รับ ทั้งนี้ ตนตั้งข้อสังเกตถึงกรมควบคุมมลพิษ ซึ่งเป็นหน่วยงานสำคัญที่มีหน้าที่ในการติดตาม ตรวจสอบ ป้องกัน และแก้ไขการปลดปล่อยมลพิษ ยังไม่มีอุปกรณ์ในการตรวจวัดระดับกัมมันตรังสี ส่วนกรมโรงงานอุตสาหกรรม ยังไม่ได้มีการประเมินศักยภาพหลุมฝังกลบขยะอันตรายที่มีอยู่ในปัจจุบัน การทำเหมืองแร่ย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะมีของเสียที่ไม่สามารถกำจัดได้หมด หลุมฝังกลบขยะอันตรายที่มีทั้งประเทศเพียง 2 หลุมนั้น อาจไม่เพียงพอในการจัดการอย่างถูกต้อง ขณะที่กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ นั้นยังขาดการตรวจสอบเหมืองแร่ที่ปิดไปแล้ว ที่ต้องรวมถึง มาตรการตรวจสอบการปนเปื้อน และการฟื้นฟูพื้นที่นั้น ได้จัดการไปในระดับใด ทั้งนี้ กมธ.การที่ดินฯ จะทำหนังสือสอบถามกลับไปยังหน่วยงาน เพื่อให้ชี้แจงถึงข้อสังเกตดังกล่าวให้คลี่คลายโดยเร็ว
ณัฐพล สงวนทรัพย์ ข่าว/เรียบเรียง