2 ต.ค.68- สส.สังคม พรรคภูมิใจไทย ตั้งกระทู้ถามหลักเกณฑ์โครงการคนละครึ่งพลัส ห่วงประชาชนกลุ่มเปราะบางไม่ได้รับสิทธิ แนะรัฐบาลควรสร้างกำลังซื้อในระยะยาวด้วย ด้าน รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กระทรวงการคลัง แจง มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากผ่านแนวคิด “Quick Big Win” มั่นใจประชาชน 20 ล้านคน และผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 13.4 ล้านคน ได้ประโยชน์

image

        นายสังคม  แดงโชติ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ พรรคภูมิใจไทย ตั้งกระทู้ถามสดด้วยวาจา ถามนายเอกนิติ  นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เรื่อง การกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยโครงการคนละครึ่งพลัส ว่า ปัจจุบันประเทศไทยประสบปัญหาเศรษฐกิจอย่างมาก เงินหมุนเวียนในระบบลดลง  ผู้ประกอบการรายย่อยได้รับความเดือดร้อนเพราะประชาชนกำลังซื้อลดลง ขณะที่รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน  ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย โดยกระทรวงการคลังได้เตรียมดำเนินการโครงการคนละครึ่งพลัส ตนอยากให้มีการอธิบายถึงหลักเกณฑ์การเข้าร่วมโครงการคนละครึ่งพลัส รวมถึงผู้ได้รับสิทธิ์ให้ชัดเจน ขณะที่โครงการแจกเงินหมื่นของรัฐบาลชุดที่แล้ว แม้ว่าจะดำเนินการไปหลายเฟส แต่เสียงตอบรับจากประชาชนพบว่า เม็ดเงินยังไม่ลงไปถึงการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก ตนจึงอยากให้รัฐบาลประเมินว่าโครงการนี้จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้จริง ไม่ได้เป็นเพียงโครงการแจกเงินเพียงชั่วคราวเท่านั้น อีกทั้งโครงการดังกล่าว สำหรับนักการเมือง อาจเป็นเพียงนโยบายหนึ่ง แต่สำหรับประชาชนแล้ว โครงการนี้ คือ ความหวังที่พวกเขาเฝ้ารอ จึงขออย่าทำให้ประชาชนต้องผิดหวัง และเมื่อสิ้นสุดโครงการนี้แล้ว รัฐบาลควรมีแนวทางสร้างกำลังซื้อของประชาชนอย่างยั่งยืน โดยไม่ปล่อยให้เศรษฐกิจของประเทศกลับมาซบเซาอีกครั้งเมื่อจบโครงการ

        นายเอกนิติ  นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวชี้แจงถึงความจำเป็นในการออกโครงการ “คนละครึ่งพลัส" ว่า ปัจจุบันเศรษฐกิจของประเทศกำลังประสบปัญหาอย่างหนัก จากกำลังซื้อของประชาชนลดลงอย่างมาก ส่งผลกระทบโดยตรงต่อพ่อค้าแม่ค้ารายย่อย สภาพเศรษฐกิจเปรียบเสมือนรถยนต์ที่กำลังจะติดหล่ม หากไม่เร่งแก้ไขอาจตกลงเหวได้ ดังนั้น จึงต้องเร่งดำเนินโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ต้อง “เร็ว ใหญ่พอ และประชาชนได้ประโยชน์ (Quick, Big, Win)” เพื่อฟื้นเศรษฐกิจโดยเร็ว มุ่งเน้นให้เงินสะพัดลงสู่เศรษฐกิจฐานรากอย่างแท้จริง ส่วนความแตกต่างของโครงการ “คนละครึ่งพลัส” กับโครงการแจกเงินหมื่นของรัฐบาลชุดที่แล้ว และโครงการคนละครึ่งเดิม ประกอบด้วย 1. การเพิ่มวงเงินสนับสนุน โดยรัฐบาลจะสมทบเงินให้ประชาชนจากเดิม 150 บาทต่อวัน เป็น 200 บาทต่อวัน เพื่อให้มีขนาดใหญ่พอที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจได้ โดยประชาชนจะได้รับสิทธิ์รวมคนละ 2,000 บาท โดยสิทธิพิเศษสำหรับผู้เสียภาษี (Plus ที่ 1) เพื่อส่งเสริมวินัยทางการคลังและให้ความสำคัญกับผู้ที่อยู่ในระบบภาษี จะได้รับสิทธิ์เพิ่มขึ้นเป็น 60% จากรัฐบาล ทำให้ได้รับวงเงินรวมเป็น 2,400 บาท ส่วนบุคคลธรรมดาที่ไม่ได้อยู่ในระบบภาษี จะได้เงิน 2,000 บาท ตลอดจนลดเกณฑ์อายุผู้รับสิทธิ์ โดยลดเกณฑ์อายุผู้มีสิทธิ์จาก 18 ปีบริบูรณ์ เหลือ 16 ปีบริบูรณ์

        นายเอกนิติ กล่าวถึงนโยบาย “กระตุ้นสั้น ได้ผลยาว” ว่า รัฐบาลจะมีการจัดอบรมทักษะการขายของออนไลน์ให้แก่พ่อค้าแม่ค้ารายย่อย (Plus ที่ 2) เพื่อขยายตลาดและสร้างรายได้อย่างยั่งยืน นอกจากนี้ จะมีการจัดทำระบบบัญชีอย่างง่าย คล้ายกับบัญชีครัวเรือน เพื่อให้ร้านค้าทราบต้นทุน-กำไร และใช้เป็นข้อมูลในการขอสินเชื่อจากธนาคารในอนาคตได้ สำหรับกลุ่มเป้าหมายของโครงการคนละครึ่งพลัส คือ ประชาชนราว 20 ล้านคน และผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐอีก 13.4 ล้านคน รวมเป็นผู้ได้รับประโยชน์กว่า 33.4 ล้านคน หรือเกินครึ่งหนึ่งของประชากรไทย ส่วนร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการนี้ จะมุ่งเน้น ร้านค้าขนาดเล็ก เช่น ร้านขายหมูปิ้ง ร้านส้มตำในตลาด เพื่อให้เงินหมุนเวียนในระดับฐานรากจริง ๆ โดยจะขยายสิทธิ์ให้ครอบคลุมถึง ร้านอาหารและเครื่องดื่ม ร้านค้าทั่วไป ผู้ประกอบการบริการ เช่น นวด สปา เป็นต้น ผู้ประกอบการขนส่งสาธารณะ เช่น แท็กซี่ และรถรับจ้างที่มีใบขับขี่รถสาธารณะ และกิจการนิติบุคคลขนาดเล็ก (SMEs) ที่อยู่ในระบบภาษีก็สามารถเข้าร่วมได้ ส่วนข้อกังวลเรื่องภาษีของร้านค้า นั้น ตนยืนยันว่า ร้านค้ารายย่อยไม่ต้องกังวลเรื่องการถูกเก็บภาษีย้อนหลัง เนื่องจากเป็นนโยบายที่ชัดเจนที่ต้องการสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับระบบภาษีและส่งเสริมให้เข้าระบบในระยะยาว

        นายเอกนิติ กล่าวถึงการเข้าร่วมโครงการคนละครึ่งพลัสของกลุ่มประชาชนที่ไม่มีสมาร์ทโฟน ว่า รัฐบาลได้ออกแบบมาตรการรองรับไว้แล้ว โดยจะดูแลผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งมีผู้ถือบัตรอยู่ประมาณ 13.4 ล้านคน โดยคนกลุ่มนี้จะได้รับการเติมเงินเข้าบัตรเพิ่มอีก 1,700 บาท จากเดิมที่ได้รับเดือนละ 300 บาท รวมเป็น 2,000 บาท เพื่อให้ได้รับสิทธิ์เทียบเท่ากับผู้ที่ใช้สิทธิ์คนละครึ่งพลัส ส่วนกลุ่มที่ตกหล่น คือ ไม่มีทั้งสมาร์ทโฟนและบัตรสวัสดิการ ทางกระทรวงการคลังจะมีการทบทวนรายชื่อผู้มีสิทธิ์ในบัตรสวัสดิการเป็นระยะ และมีมาตรการช่วยเหลืออื่น ๆ เช่น โครงการลดหนี้ภาคประชาชน และการส่งเสริมการออม เพื่อดูแลคนกลุ่มนี้ต่อไป

        รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวถึงกำหนดการลงทะเบียนและวันเริ่มใช้สิทธิ์ ว่า วันที่ 15 ต.ค.68 จะเปิดให้ “ร้านค้า” ลงทะเบียน ทั้งร้านค้ารายเดิมและร้านค้ารายใหม่ ส่วนวันที่ 20 - 26 ต.ค.68 จะปิดให้ “ประชาชน” ได้ลงทะเบียน จำนวน 20 ล้านสิทธิ์ ผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” สำหรับผู้ที่เคยลงทะเบียนแล้วสามารถกดยืนยันสิทธิ์ได้ทันที โดยวันที่ 29 ต.ค. - 31 ธ.ค.68 ประชาชนสามารถเริ่มใช้จ่ายเงินในโครงการ “คนละครึ่งพลัส” ได้ และสะสมยอดเงินได้จนถึงสิ้นสุดโครงการ ทั้งนี้ รัฐบาลคาดว่าโครงการนี้ใช้งบประมาณที่มีอยู่แล้วจากงบกระตุ้นเศรษฐกิจ 25,000 ล้านบาท และงบกลางอีก 19,000 ล้านบาท รวมเป็น 44,000 ล้านบาท โดยไม่สร้างภาระทางการคลังเพิ่มเติม

 

ณัฐพล  สงวนทรัพย์  ข่าว/เรียบเรียง

ประมวลผลภาพ

วิดีโอ