นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ชี้แจงในการอภิปรายไม่ไว้วางใจนางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ถึงการแก้ปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์ของรัฐบาล ว่าเข้าใจดีว่าการอภิปรายไม่ไว้วางใจเป็นการกล่าวหา แต่การอภิปรายโดยไม่ตรงกับข้อเท็จจริงเป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องชี้แจง โดยขอชี้แจงว่าตั้งแต่นางสาวแพทองธาร ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ได้ให้ความสำคัญกับการปราบปรามอาชญากรรมทางไซเบอร์อย่างยิ่ง โดยเฉพาะการปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ได้เรียกประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหลายครั้งที่ทำเนียบรัฐบาล ได้สั่งการให้กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมดำเนินการประชุมคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางไซเบอร์ทุกเดือน และยังติดตามอย่างต่อเนื่องอย่างใกล้ชิด บูรณาการการทำงานร่วมกันในหลายภาคส่วน ดังนั้น ที่ฝ่ายค้านกล่าวว่าไม่มีการทำงานร่วมกัน จึงปราศจากข้อเท็จจริง นอกจากนี้ จากการที่ตนติดตามการอภิปรายของ สส.ฝ่ายค้าน เห็นว่ามีข้อมูลหลายอย่าง แต่ข้อมูลนั้นยังไม่รอบด้าน พร้อมยืนยันว่าการทำงานของรัฐบาลไม่ได้เลือกปฏิบัติ ว่าจะเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงหรือไม่มีชื่อเสียง แต่รัฐบาลช่วยเหลือประชาชนเป็นจำนวนมากเพื่อไม่ให้ได้รับผลกระทบจากการเป็นเหยื่ออาชญากรรมทางเทคโนโลยี โดยรัฐบาลมีมาตรการในการป้องกันและปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์หลายมาตรการเริ่มตั้งแต่การจัดตั้งศูนย์ AOC เป็นศูนย์ One Stop Service ในการแก้ไขปัญหาหลอกลวงออนไลน์สำหรับประชาชน ดำเนินการทุกวันตลอด 24 ชั่วโมง สามารถอายัดบัญชีของผู้เสียหายได้ทันที ทั้งที่ปกติใช้เวลาไม่น้อยกว่า 3 วัน และปัจจุบันได้ระงับบัญชีที่กระทำผิดแล้วไม่น้อยกว่า 2 ล้านบัญชี ส่วนเรื่องบัญชีม้ารัฐบาลได้ทำงานกับธนาคารอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะการขยายมาตรการในการระงับบัญชีชั่วคราว ที่ขยายเวลาระงับบัญชีออกไปเป็น 7 วัน จากปกติ 3 วัน การเปิดบัญชีใหม่ กำหนดเงื่อนไขให้ยากขึ้น ธนาคารมีสิทธิ์เรียกดูข้อมูลและแหล่งที่มาของเงินในการเปิดบัญชี
นายประเสริฐ กล่าวต่อว่า ตั้งแต่ช่วงเดือนมีนาคม 2566 ถึงมีนาคม 2568 รัฐบาลปิดบัญชีธนาคารที่ต้องสงสัยกระทำผิดไปแล้วกว่า 75,000 บัญชี ส่วนการจัดการหมายเลขโทรศัพท์ ที่ผู้ถือครองมักจะไม่ใช่เจ้าของตัวจริง แล้วนำไปใช้กระทำเรื่องผิดกฎหมาย(ซิมม้า) ขณะนี้คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ(กสทช.)ได้ออกมาตรการให้ผู้ครอบครองเลขหมายมายืนยันตัวตน และหากไม่มายืนยันตัวตน จะมีการระงับการใช้สัญญาณทันที ซึ่งมาตรการดังกล่าวส่งผลให้มีการระงับไปแล้วกว่า 4 ล้านหมายเลข และกำลังจะระงับเพิ่ม 2.8 ล้านหมายเลขที่ไม่ผ่านการยืนยันตัวตน นอกจากนี้ ยังมีมาตรการในการจัดการเสาสัญญาณสื่อสาร การระงับการจ่ายไฟ การตัดสัญญาณอินเตอร์เน็ตฝั่งประเทศเพื่อนบ้านภายหลังดูข้อมูลรอบด้านและได้ตัดสินใจดำเนินการทันที ส่งผลให้อาคารแหล่งต้องสงสัยปฏิบัติการของกลุ่มอาชญากรรมข้ามชาติได้รับผลกระทบชัดเจน และต้องย้ายฐานการดำเนินการไปยังแหล่งอื่น ขณะที่การดำเนินการกับผู้ลักลอบข้ามแดน รัฐบาลร่วมมือกับกระทรวงกลาโหมและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในการตรวจสอบตลอดเวลา โดยจะมีการรายงานทุกสัปดาห์ ส่วนเรื่องกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล รัฐบาลดำเนินการอย่างต่อเนื่อง มีการอบรมเจ้าหน้าที่ และเข้าไปตรวจสอบการรั่วไหลของข้อมูล
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กล่าวในตอนท้ายว่า จากการดำเนินการเหล่านี้ ทำให้มีสถิติความเสียหายที่เกิดขึ้นลดลง 50% โดยคดีหลอกให้ติดตั้งแอปพลิเคชันทางโทรศัพท์ลดลง 88% คดีหลอกให้กู้เงินลดลง 17% คดีหลอกลงทุนที่ผิดกฎหมายลดลง 62% และยังเสริมสร้างให้ประชาชนได้มีความตระหนักรู้ในเรื่องต่างๆ มากขึ้น ทั้งนี้ เป้าหมายสูงสุดของรัฐบาลในเรื่องนี้ คือการที่ประชาชนไม่ได้รับผลกระทบจากภัยของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ รัฐบาลยังคงพยายามผลักดันอย่างจริงจังต่อไป เพื่อให้ความเสียหายลดลงเป็นศูนย์ในอนาคต
อรพรรณ ขันทองคำ ข่าว/เรียบเรียง
