นายแพทย์เจตน์ ศิรธรานนท์ สมาชิกวุฒิสภา หารือต่อที่ประชุมวุฒิสภาถึงประกาศกฎกระทรวงสาธารณสุข กำหนดปริมาณยาเสพติดให้โทษและวัตถุออกฤทธิ์ที่สันนิษฐานว่า มีไว้ในครอบครองเพื่อเสพ พ.ศ. 2567 ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ครอบคลุมยาเสพติดประเภทที่ 1,2,5 และวัตถุออกฤทธิ์ประเภทที่ 2 และที่สำคัญ คือ ยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 1 แอมเฟตามีน สารตั้งต้นของยาบ้าปริมาณไม่เกิน 5 หน่วยการใช้ หรือมีน้ำหนักสุทธิไม่เกิน 500 มิลลิกรัม เทียบเท่ายาบ้าไม่เกิน 5 เม็ด หากครอบครองเกินจะถือว่าจำหน่าย มีโทษจำคุก 2-20 ปี ปรับ 2 แสนบาท ถึง 2 ล้านบาท ตามมาตรา 145 ว่า สิ้นสุดมหากาพย์ที่ถกเถียงกันมา ตั้งแต่พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ให้ใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ. 2564 สมัยที่นายอนุทิน ชาญวีรกุล เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ที่กำหนดให้การมียาบ้าในครอบครองเพียง 1 เม็ด ให้ถือเป็นผู้เสพ ครอบครองตั้งแต่ 2 เม็ดขึ้นไป ถือเป็นผู้ค้า ซึ่งมีหลายหน่วยงานไม่เห็นด้วย เช่น สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (สำนักงาน ป.ป.ส.) เป็นต้น เนื่องจากความเป็นจริงผู้เสพมักจะครอบครองยาบ้า เพื่อเสพมากกว่า 1 เม็ด โดยภายหลังที่นายแพทย์ชลน่าน ศรีแก้ว เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ได้ทบทวนเรื่องการครอบครองยาเสพติด ที่ในระยะแรก เสนอครอบครองที่ 10 เม็ด และท้ายที่สุดสำนักงาน ป.ป.ส. และตำรวจ ไม่เห็นด้วย จึงได้ข้อสรุปที่ 5 เม็ด ทั้งที่สากลถือว่าผู้เสพ คือ ผู้ป่วย โดยหากครอบครองยาบ้าไม่เกิน 5 เม็ด จะถือว่าเป็นผู้เสพ แต่ต้องเข้ากระบวนการฟื้นฟู ตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 107 ที่ห้ามแม้แต่ครอบครองเพื่อเสพ
ทั้งนี้ ประเทศไทยต้องรอนานถึง 2 ปี 3 เดือน กว่าจะมีกฎกระทรวงกำหนดจำนวนการครอบครองยาเสพติดเพื่อจำหน่าย ซึ่งระหว่างรอได้สร้างความสับสนให้กับตำรวจ เนื่องจากไม่มีหลักปฎิบัติ ขณะที่บทสันนิษฐานเด็ดขาดตามกฎหมายยาเสพติดเดิม มียาบ้า 15 เม็ดขึ้นไป ถือเป็นการครอบครองเพื่อจำหน่าย
นายแพทย์เจตน์ กล่าวทิ้งท้ายว่า การจะบังคับใช้กฎหมายของเจ้าหน้าที่กับผู้ต้องหาคดียาเสพติด ให้คำนึงถึงพฤติการณ์ของผู้ต้องหา เพื่อประโยชน์ในการบำบัดยาเสพติด ตามมาตรา 115 ของ พ.ร.บ.ให้ใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ. 2564 เป็นสำคัญ
ทัดดาว ทองอิ่ม ข่าว / เรียบเรียง
