นายปริญญา วงษ์เชิดขวัญ สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ตั้งกระทู้ถาม พลตำรวจโท รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ถึงแนวทางแก้ปัญหายาเสพติดที่ทวีความรุนแรงและซับซ้อนในปัจจุบัน โดยได้แสดงความกังวลต่อสถานการณ์ยาเสพติดในปัจจุบันที่ปรับตัวตามเทคโนโลยี ไม่ว่าจะเป็นการซื้อขายผ่านโซเชียลมีเดียและการเกิดขึ้นของยาเสพติดรูปแบบใหม่ อาทิ พอร์ต K ที่เข้าถึงกลุ่มเยาวชนได้ง่าย พร้อมระบุว่า ข้อมูลย้อนหลัง 10 ปี ประเทศไทยใช้งบประมาณด้านการป้องกัน ปราบปราม และบำบัดรักษารวมกันกว่า 2.4 ล้านล้านบาท แต่ปัญหายังคงรุนแรงจนยาเสพติดเปรียบเสมือนสินค้าในชีวิตประจำวัน จึงขอถามว่ากระทรวงยุติธรรมมีแผนจัดการการลักลอบนำเข้าตลอดแนวชายแดน 955 กิโลเมตรอย่างไร พร้อมเสนอให้ใช้โดรนตรวจจับความร้อนที่ใช้งบประมาณเพียงปีละ 40 ล้านบาท แทนการใช้กำลังพลเฝ้าตรวจเพียงอย่างเดียว นอกจากนี้ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) หน่วยงานที่รับผิดชอบหลักด้านยาเสพติด ได้ขับเคลื่อนนโยบายอย่างจริงจังเพียงใด เนื่องจากปัญหายังคงระบาดหนักในพื้นที่ชายแดนสำคัญ อาทิ จังหวัดมุกดาหาร นครพนม และเชียงราย รวมทั้งมีแนวทางป้องกันยาเสพติดในงานระดับโลก อาทิ Tomorrowland และ EDC อย่างไร โดยตั้งข้อสังเกตว่าเจ้าหน้าที่ไม่กล้าตรวจค้น เพราะกลัวเสียบรรยากาศท่องเที่ยว ทั้งนี้ตนขอให้มีการบุกค้นและจับกุมอย่างจริงจังในสถานที่จัดงานซึ่งมักเป็นพื้นที่ปิด และเสนอมาตรการตรวจปัสสาวะหรือตรวจสารเสพติดผู้เข้าร่วมงานทันทีหลังเสร็จสิ้นเทศกาล
ด้าน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เป็นผู้ตอบกระทู้ถาม ได้ชี้แจงต่อที่ประชุม ว่าในส่วนของแผนปฏิบัติงานนั้น สำนักงาน ป.ป.ส. ซึ่งมีกำลังพลประมาณ 1,200 นาย ได้เน้นการทำงานแบบบูรณาการร่วมกับทุกหน่วยงาน อาทิ ทหาร ตำรวจ กระทรวงแรงงาน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งในปีงบประมาณ 2569 กระทรวงได้กำหนดพื้นที่เร่งด่วนตามแนวชายแดนบกและลุ่มน้ำโขงในภาคเหนือ 6 จังหวัด และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 7 จังหวัด รวมทั้งสิ้น 50 อำเภอเป้าหมาย โดยมีกลไกหลัก คือ หน่วยบัญชาการสกัดกั้นและปราบปรามยาเสพติด สารตั้งต้น และเคมีภัณฑ์ตามแนวชายแดน (นบ.ยส.) ทั้งในพื้นที่ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เพื่อทำหน้าที่ยับยั้งและจับกุมการนำเข้ายาเสพติดและสารตั้งต้น พร้อมเน้นย้ำถึงความร่วมมือระหว่างประเทศผ่านศูนย์ประสานงานแม่น้ำโขงปลอดภัย 6 ประเทศ และผลสำเร็จล่าสุดจากการประชุมทวิภาคีไทย-ลาว เมื่อวันที่ 9-12 มิถุนายนที่ผ่านมา ซึ่งตนได้เข้าร่วมประชุมด้วยตนเอง โดยทางการ สปป.ลาว ได้ให้ความร่วมมืออย่างดียิ่งในการแลกเปลี่ยนข้อมูลและช่วยจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับของไทยได้แล้วถึง 15 ราย จากทั้งหมด 18 ราย
นอกจากนี้ รัฐบาลยังมีนโยบายการทำงานเชิงรุกโดยสนับสนุนงบประมาณสร้างด่านจุดตรวจในเมืองปากทา แขวงบ่อแก้ว ของ สปป.ลาว ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์ใกล้สามเหลี่ยมทองคำ เพื่อสกัดกั้นยาเสพติดตั้งแต่จุดเริ่มต้นก่อนจะไหลเข้าสู่ลุ่มน้ำโขงและเข้าสู่ประเทศไทย ซึ่งจากสถิติการดำเนินงานในช่วงปี 2564-2569 สามารถจับกุมคดียาเสพติดได้กว่า 880,000 คดี และสามารถยึดอายัดทรัพย์สินได้ถึง 52,000 ล้านบาท ส่วนการใช้เทคโนโลยีนั้น ยืนยันว่าหน่วยงาน นบยส. มีการนำเทคโนโลยีโดรนอินฟราเรดมาใช้ปฏิบัติงานเฝ้าระวังชายแดนมานานแล้ว
สำหรับมาตรการในแหล่งท่องเที่ยวและงานเทศกาลดนตรีระดับโลก ยืนยันว่า ป.ป.ส. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เข้มงวดตรวจตราสถานบริการเป้าหมายกว่า 1,500 แห่ง และแหล่งท่องเที่ยวอีก 4,000 แห่งอย่างต่อเนื่อง โดยได้กำชับให้ทุกจังหวัดที่มีการจัดงานเทศกาลดนตรีลงไปตรวจสอบอย่างใกล้ชิด พร้อมย้ำว่าปัญหายาเสพติดเป็นวาระแห่งชาติที่ซับซ้อนและเป็นความรับผิดชอบของคนไทยทั้งประเทศที่ต้องร่วมมือกันแก้ไขในทุกมิติ ทั้งการสกัดกั้นและการบำบัดรักษาโดยดึงองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเข้ามามีส่วนร่วม
อรุณี ตันศักดิ์ดา ข่าว/เรียบเรียง
