11 ธ.ค. 68 - "รังสิมันต์" ชี้ปมขัดแย้งไทย-กัมพูชา ต้องเร่งปราบสแกมเมอร์ทั้งโครงสร้าง มอง “ทรัมป์-มหาอำนาจ” เข้ามาเกี่ยวข้อง มีทั้งด้านมืดและสว่าง ต้องทำให้ทั่วโลกเห็น ไทยเป็นประเทศที่มีความชอบธรรม

image

          นายรังสิมันต์ โรม ประธานกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศ สภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงการพิจารณาเรื่องปัญหาสแกมเมอร์ ว่า วันนี้การประชุมจะเป็นการตามต่อในเรื่องของนายเบน สมิธ และนายยิม เลียก และฮุนโต ซึ่งเป็นบุคคลที่ยังไม่ได้เป็นที่รู้จักมากนัก มีความเกี่ยวพันกับแพลตฟอร์มที่ใช้ฟอกเงิน และยังมีบริษัทของประเทศสิงคโปร์ที่ทำ MOU กับกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ซึ่งเป็นเครือข่ายของนายเบน สมิธ วันนี้จะเป็นโอกาสดีที่ทางคณะกรรมาธิการฯ ได้เชิญนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอี รวมไปถึงคณะกรรมการป้องกันและป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ซึ่งก่อนหน้านี้ได้มีการออกหมายจับครอบครัวของนายยิม เลียก แต่สิ่งที่ยังคาใจอยู่ยังไม่มีหมายจับนายเบน สมิธ แต่มีการยึดทรัพย์ ซึ่งรายการส่วนใหญ่ไม่ได้มีเงินสดมาก หมายความว่ากระบวนการที่ล่าช้ามีโอกาสที่ทำให้เกิดการยักย้าย ถ่ายโอนทรัพย์สินจำนวนมากไปที่อื่น ทำให้รอดพ้นการยึดทรัพย์ และหากภายหลังจะดำเนินการยึดทรัพย์สินให้ตกมาเป็นของแผ่นดินนั้นก็ไม่สามารถทำได้
          นายรังสิมันต์ กล่าวว่า วันนี้นายไชยชนก ได้มาชี้แจงด้วยตัวเอง คงจะได้สอบถามถึงความคืบหน้าและกระบวนการ เพราะหนึ่งในข้อกล่าวหาที่สำคัญ ในการทำ MOU กับบริษัทของสิงคโปร์ เป็นการเปิดโอกาสให้มีการนำบุคคลที่ถูกกล่าวหาว่า เป็นเครือข่ายสแกมเมอร์มากถึง 500 คน เข้ามาทำงานอย่างถูกต้องตามกฎหมายในประเทศไทย ดังนั้น เรื่องนี้คงต้องรีบดำเนินการ ทรัพย์สินหลักหมื่นล้านบาทที่ยึดไป เป็นเพียงแค่ยอดภูเขาน้ำแข็งเท่านั้นเอง หวังว่านายไชยชนกจะให้ข้อเท็จจริงที่ชัดเจนและไม่ปกป้องกัน เพราะเรื่องนี้เกี่ยวพันกับ 2 บุคคลหลัก ฝั่งหนึ่งคือฝ่ายการเงิน อาจจะเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอีคนก่อน หรืออาจจะรวมไปถึงนักการเมืองอื่น ๆ ที่อยู่ในเครือข่ายเดียวกันแต่ยังมีอำนาจอยู่ในปัจจุบัน เช่น ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หรือตัวละครใหม่อย่างนายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ส่วนอีกฝั่งหนึ่งคืออดีตปลัดกระทรวงดีอี ปัจจุบันทำหน้าที่เป็นประธาน ก.ล.ต. ซึ่ง ก.ล.ต. ปัจจุบันอยู่ในฝ่ายตรวจสอบ ต้องตรวจสอบบริษัทจำนวนหนึ่งที่อยู่ในเครือข่ายของนายเบน สมิธ ด้วย ดังนั้น คนที่อยู่ในเครือข่ายหรืออาจเกี่ยวข้องกับนายเบน สมิธ เป็นถึงประธาน ก.ล.ต. เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่แสดงให้เห็นว่า ระบบตรวจสอบกลายเป็นส่วนหนึ่งของแก๊งสแกมเมอร์ไปแล้ว ดังนั้น จึงขอตั้งคำถามถึงความเหมาะสมของอดีตปลัดกระทรวงดีอี 
          ส่วนเรื่องนี้จะทำให้ไทยได้เปรียบกัมพูชาในสถานการณ์ชายแดนตอนนี้หรือไม่ นายรังสิมันต์ กล่าวว่า สิ่งที่ต้องคิด ไม่ได้คิดแค่เสาใดเสาหนึ่งและจบ เพราะเมื่อเราพูดถึงความขัดแย้งไทยและกัมพูชา ความจริงไทยและกัมพูชาไม่ได้ขัดแย้งเฉพาะในเรื่องเส้นเขตแดน หรือปราสาทที่อยู่ตามแนวชายแดนเป็นของใคร แต่ประเด็นที่เกิดขึ้นมานานกว่านั้น คือ กัมพูชาเป็นรัฐที่ปล่อยให้แก๊งสแกมเมอร์ไปตั้งฐานจำนวนมาก นับรวมมีเกือบ 100 แห่ง และรู้ว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นในประเทศไทยสูง ดังนั้น เมื่อมองความสัมพันธ์ตรงนี้ ไม่ควรมองเฉพาะความขัดแย้งตามแนวชายแดน แต่ต้องมองให้ไกลว่ามีปัญหาสแกมเมอร์ว่าเป็นปัญหาสำคัญและเป็นอาชญากรรม ระดับโลก เป็นรายได้ 60% ของกัมพูชา เป็นท่อน้ำเลี้ยงสำคัญที่ทำให้กัมพูชาขับเคลื่อนความขัดแย้งในประเทศไทยผ่านมิติต่าง ๆ ทั้งมิติสงครามแบบข้อมูลข่าวสารหรือการสู้รบตามแนวชายแดน จึงต้องทำลายท่อน้ำเลี้ยงที่สำคัญ เพราะเป็นเงินที่สามารถซื้ออาวุธหรือโดรนพลีชีพ และอื่น ๆ อีกมากมาย เพื่อทำร้ายลูกหลานของเรา หากเราอยากมีความสัมพันธ์ในอนาคตที่เป็นปกติให้กลับมาอีกครั้งระหว่างไทยและกัมพูชา เราจึงไม่สามารถเพิกเฉยถึงการขจัดแก๊งสแกมเมอร์ได้ และตนเชื่อว่าการทำให้ปัญหาสแกมเมอร์หมดไปโดยเร็วที่สุด จะนำไปสู่ความสัมพันธ์ที่ดีที่สุด และมีสันติภาพที่ยั่งยืนได้ แต่วันนี้ รัฐบาลต้องเร่งทำลายสแกมเมอร์ เพราะเป็นท่อน้ำเลี้ยงและหัวใจที่สำคัญของระบอบฮุนเซน ที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน
          เมื่อถามว่ามองการโจมตีที่ตึกกาสิโนอย่างไร นายรังสิมันต์ กล่าวว่า สแกมเมอร์ต่อให้เป็นบ้านพักหรือห้องแถวก็สามารถเป็นสแกมเมอร์ได้ การทำลายตัวอาคารเป็นเพียงแค่เชิงสัญลักษณ์ แต่ทำไมกัมพูชาถึงนำทหารไปไว้ในอาคารของสแกมเมอร์ เพราะอาคารเหล่านั้นไม่ได้เป็นฐานปฏิบัติการของสแกมเมอร์แล้ว คงไม่เอาแหล่งเงินกับทหารไปอยู่ใกล้กัน เพราะมีโอกาสที่จะถูกโจมตี คงไม่เป็นแบบนั้น ตนคิดว่าการที่เราโจมตีไปที่ตัวอาคารของแก๊งสแกมเมอร์ พื้นที่ตัวอาคารที่เป็นฐานปฏิบัติการของทหารกัมพูชาในตอนนี้ ไม่ได้ส่งผลอะไรต่อการทำลายสแกมเมอร์ ตนยืนยันว่า การทำลายสแกมเมอร์สำคัญคือการทำลายโครงสร้าง คือ พวกบรรดาแก๊งอาชญากรรมข้ามชาติ บุคคลต่าง ๆ นักการเมืองคนใกล้ชิดของฮุนเซน เข้าไปเกี่ยวข้อง ทั้งหมดเป็นโครงสร้างที่ต้องทำลาย นอกจากนั้นคือเงินที่ใช้ในการฟอก วันนี้ยังเชื่อว่าการฟอกเงินในไทย ก็ยังเกิดขึ้นต่อไปอย่างมหาศาล ถ้ารัฐบาลยังไม่สั่งให้มีการสำรวจในเรื่องนี้ ควบคู่กับการยึดอายัดทรัพย์กับเครือข่ายสแกมเมอร์ที่ใหญ่หรือการออกหมายแดง หรือดำเนินคดีกับบุคคลต่างๆ แทบจะเป็นไปไม่ได้ ที่เราจะปราบปรามสแกมเมอร์ได้
          นายรังสิมันต์ กล่าวต่อว่า ตนเป็นกังวลในกรณีที่ฝ่ายกัมพูชาพยายามจะตอบโต้ ไทยโดยกลไก ศาลอาญาระหว่างประเทศ หรือ ICC ซึ่งตนคิดว่าการใช้กลไกดังกล่าวเพื่อเป็นการกดดันประเทศไทย เรื่องนี้เราสามารถพลิกแพลงได้ ตั้งแต่ความขัดแย้งรอบที่แล้วที่มีการโจมตี มีลูกระเบิดตกอยู่ในพื้นที่ชุมชนของไทย และมีคนเสียชีวิต ซึ่งตั้งแต่เหตุการณ์นี้จนถึงตอนนี้เราสามารถรวบรวมพยานหลักฐานและร้องไปที่ ICC ได้เช่นเดียวกัน แม้ประเทศไทยไม่ได้เป็นภาคี แต่กัมพูชาเป็นภาคี เราสามารถใช้จุดเกาะเกี่ยวตรงนี้ สามารถร้องไปที่ศาล ICC ได้เช่นเดียวกัน ซึ่งเราสามารถรุกกกับไปที่กัมพูชา อีกมุมหนึ่งคือสแกมเมอร์ ที่สร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนทั่วโลก และเป็นหนึ่งในอาชญากรรมที่เราสามารถดำเนินการได้ เพราะสแกมเมอร์ไม่ใช่สร้างความเสียหายแค่การเงิน ยังมีเรื่องค้ามนุษย์ การฟอกเงินด้วย จึงอยากให้รัฐบาลใช้โอกาสนี้โต้กลับ และทำให้เห็นชัด ๆ ว่าคนที่เป็นภัยต่อมนุษยชาติคือไม่ใช่ฝ่ายไทย แต่เป็นฝ่ายกัมพูชา
          เมื่อถามว่าการที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย มีท่าทีแข็งกร้าว เป็นการสร้างคะแนนนิยมทางการเมืองหรือไม่ นายรังสิมันต์ กล่าวว่า ท่าทีก็เรื่องหนึ่ง แต่ตนให้ความสำคัญกับยุทธศาสตร์ในการต่อสู้มากกว่า จะทำอย่างไรให้เราสามารถสร้างเสถียรภาพต่อประเทศไทยและภูมิภาคนี้อย่างถาวรมากกว่า ซึ่งตนเป็นกังวลในเรื่องของการคิดแนวทางการต่อสู้ ว่าจะมียุทธศาสตร์ภาพรวมเป็นอย่างไร ถ้าเราไม่คิดให้รอบด้านสุดท้ายการจะสร้างเสถียรภาพที่ยั่งยืนต่อพวกเราอาจจะเกิดขึ้นไม่ได้ ตนหวังว่ารัฐบาลจะมียุทธศาสตร์ในเรื่องนี้
          เมื่อถามว่า นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาจะโทรหานายอนุทิน จะกลายเป็นลูปเดิมหรือไม่และควรจะเจรจาอะไรบ้าง นายรังสิมันต์ กล่าวว่า นั่นเป็นสิ่งที่ตนอยากทราบ แน่นอนว่าจะมีมหาอำนาจที่เข้ามา ทั้งทางสว่างและทางมืด ทั้งบนโต๊ะและใต้โต๊ะ แต่ประเด็นคือจะมีราคาที่เราต้องจ่ายหรือไม่ ซึ่งเรื่องนี้ควรจะมีการหารือ ทั้งฝ่ายสภาฯ และรัฐบาล ในการที่จะเสนอแนะแนวทาง แต่สิ่งสำคัญคือความชอบธรรม ต้องทำให้ทั่วโลกเห็นว่าประเทศไทยเป็นประเทศที่มีความชอบธรรมในเรื่องนี้ ดังนั้น จะเอาชนะสมรภูมิความชอบธรรมให้ได้ ซึ่งการสู้รบกันบริเวณชายแดน ตนไม่สามารถตอบได้ต้องดูวันต่อวัน

ทัดดาว ทองอิ่ม ข่าว / เรียบเรียง

ประมวลผลภาพ

วิดีโอ