นางสาวศนิวาร บัวบาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) พร้อมคณะ แถลงข่าวถึงความจำเป็นที่ประเทศไทยจะต้องมีกฎหมายพื้นที่ชุ่มน้ำ ว่า ปชน.ได้ยื่นเสนอร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) พื้นที่ชุ่มน้ำ พ.ศ. .... ต่อสภาผู้แทนราษฎรแล้ว ตั้งแต่เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2568 ภายหลังจากการอภิปรายต่อคำแถลงนโยบายของรัฐบาลแล้วเสร็จ โดยจากสถานการณ์อุทกภัย (น้ำท่วม) ในหลายพื้นที่ขณะนี้ โดยเฉพาะในลุ่มน้ำภาคกลาง เช่น จังหวัดอยุธยา จังหวัดอ่างทอง เป็นต้น ทาง ปชน. ได้ลงพื้นที่ไปเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา และได้มีการแถลงข่าวไปแล้วเมื่อวานนี้ (8 ต.ค.68) นั้น ทางพรรคประชาชน มีความเห็นว่าพื้นที่ชุ่มน้ำเป็นหนึ่งในสิ่งสำคัญที่จะช่วยป้องกันน้ำท่วม เพราะเป็นพื้นที่ที่ทำหน้าที่รับน้ำ แต่ตลอดเวลา 20 ปีที่ผ่านมา พบว่าจำนวนของพื้นที่ชุ่มน้ำได้ลดลงมากกว่าครึ่งหนึ่ง ประกอบกับพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีอยู่มีความเสื่อมโทรม ไม่ได้รับการบริหารจัดการบำรุงรักษาหรือฟื้นฟูในทางที่ถูกต้อง นอกจากพื้นที่ชุ่มน้ำจะช่วยลดความเสี่ยงเกิดน้ำท่วมแล้ว ยังทำหน้าที่เรื่องความหลากหลายทางชีวภาพ ระบบนิเวศน์บริการ และเป็นแหล่งในการดูดซับคาร์บอนเป็นอย่างดีกว่าป่าบก 5 - 10 เท่าเพื่อลดปัญหาโลกร้อน
นางสาวศนิวาร กล่าวเพิ่มเติมว่าปัจจุบันประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายพื้นที่ชุ่มน้ำโดยเฉพาะ โดยที่ผ่านมาเป็นการใช้มติคณะรัฐมนตรี (ครม.) กฎหมายป่าไม้ และกฎหมายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ในการบริหารจัดการพื้นที่ชุ่มน้ำ สะท้อนให้เห็นการขาดกรอบและกลไกการบริหารจัดการพื้นที่ชุ่มน้ำ ซึ่งมีระบบนิเวศน์ที่ค่อนข้างเฉพาะตัว ทำให้ที่ผ่านมาการพัฒนาพื้นที่ชุ่มน้ำเป็นไปด้วยความไม่รอบคอบและรอบด้าน จะเห็นได้จากมีพื้นที่ชุ่มน้ำถูกทำลาย เช่น กรณีเวียงหนองหล่ม จังหวัดเชียงราย ที่ล่มสลายจากโครงการพัฒนาแหล่งน้ำ เป็นต้น นอกจากนี้ การกำหนดและจำแนกประเภทของพื้นที่ป่าไว้หลายรูปแบบ ทำให้การประกาศพื้นที่อนุรักษ์ซ้อนทับกันหลายแหล่ง ก่อให้เกิดปัญหาในด้านการอนุรักษ์และคุ้มครองพื้นที่ชุ่มน้ำ ทำให้มีพื้นที่ชุ่มน้ำอีกหลายแหล่งที่ยังไม่ได้รวมอยู่ในพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญ และแม้ว่าประเทศไทยจะได้เข้าเป็นภาคีอนุสัญญาว่าด้วยพื้นที่ชุ่มน้ำ หรืออนุสัญญาแรมซาร์ (Ramsa Convention) ตั้งแต่ปี 2541 แล้ว แต่ขณะนี้ ประเทศไทย ยังไม่ได้มีกฎหมายที่อนุวัติการใช้ให้สอดคล้องกับอนุสัญญาดังกล่าว ด้วยเหตุนี้ ปชน. จึงได้ร่าง พ.ร.บ.พื้นที่ชุ่มน้ำ ขึ้นมาตั้งแต่เมื่อปีที่ผ่านมา และได้ยื่นเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎร เพื่อให้ประเทศไทยมีกฎหมายที่สอดคล้องกับการที่ไทยเป็นภาคีอนุสัญญาแรมซาร์ และเพื่อให้มีระบบการจัดการพื้นที่ชุ่มน้ำตามหลักการของการพัฒนาที่ยั่งยืน อนุรักษ์ และยับยั้งการสูญหายของระบบบนิเวศน์พื้นที่ชุ่มน้ำในประเทศไทย โดยร่างกฎหมายฉบับนี้จะเป็นกรอบการบริหารจัดการพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีกลไกการดำเนินการงานที่ประกอบด้วยคณะกรรมการพื้นที่ชุ่มน้ำแห่งชาติ คณะกรรมการฯ ระดับจังหวัด ระดับชุมชน ระดับท้องถิ่น และกองทุนส่งเสริมอนุรักษ์และรักษาฟื้นฟูพื้นที่ชุ่มน้ำ โอกาสนี้ ปชน. จึงขอเชิญชวนประชาชน ร่วมกันติดตามรายละเอียดของร่างกฎหมายทางเว็บไซต์ของ ปชน. พร้อมติดตามความคืบหน้าของการพิจารณากฎหมายฉบับดังกล่าวในสภาผู้แทนราษฎรต่อไป
คณรัตน์ ยินดีมิตร / ข่าว / เรียบเรียง