ผศ.ดร.นพดล อินนา สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรม และอดีตรองอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ให้สัมภาษณ์ในรายการสภาปริทัศน์ ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงรัฐสภา ในประเด็น “ครบ 1 เดือน เหตุแผ่นดินไหว อาคารสูงใน กทม. พร้อมรับมือแค่ไหน” ว่า ทุกฝ่ายต้องเตรียมความพร้อมรับมือกับเหตุแผ่นดินไหว ต้องมีการซักซ้อมและมีแผนเผชิญเหตุเพื่อเตรียมพร้อมอพยพผู้คนในอาคารเมื่อเกิดเหตุภัยพิบัติอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง ตนอยากให้ภาครัฐให้ความสำคัญเรื่องนี้อย่างจริงจัง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุรุนแรง รวมทั้ง ต้องมีการบังคับใช้กฎหมายควบคุมมาตรฐานการออกแบบก่อสร้างอาคารสูงอย่างจริงจัง รวมถึงการใช้วัสดุในการก่อสร้างด้วย เนื่องจากเหตุแผ่นดินไหวเมื่อวันที่ 28 มีค.68 ขนาด 7.7 แมกนิจูด ซึ่งเกิดจากการแยกตัวของรอยเลื่อนสะกาย ซึ่งมีจุดศูนย์กลางอยู่ที่เมืองมัณฑะเลย์ ประเทศเมียนมา ส่งผลให้ตึกสูงในกรุงเทพฯ หลายแห่งได้รับผลกระทบ ถือว่าประเทศไทยมีความเสี่ยงเกิดแผ่นดินไหว เพราะยังมีอีก 2 รอยเลื่อนที่อยู่ใกล้กับไทย คือ รอยเลื่อนที่ อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี และรอยเลื่อนในทะเลอันดามัน ที่หากเกิดแผ่นดินไหวก็จะอยู่ที่ขนาด 7 - 9 แมกนิจูด อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่าจะเกิดเหตุแผ่นดินไหวเมื่อใด แต่เมื่อเกิดเหตุแผ่นดินไหวที่ศูนย์กลางจุดใดจุดหนึ่งแล้ว ก็จะมีโอกาสเกิดแผ่นดินไหวที่จุดอื่นตามมา สิ่งที่ต้องกังวล คือ อาคารสูงที่มีอายุเกิน 30 ปี หรือก่อสร้างก่อนปี 2522 ซึ่งไม่ได้ออกแบบให้รองรับเหตุแผ่นดินไหว ดังนั้น หากเกิดเหตุแผ่นดินไหวอีกก็มีโอกาสได้รับความเสียหายรุนแรงมากกว่าอาคารสูงที่ก่อสร้างใหม่ ดังนั้น ต้องมีการตรวจสอบความแข็งแรงของอาคารสูงทุกแห่งอย่างสม่ำเสมอ
ผศ.ดร.นพดล กล่าวถึงสาเหตุที่อาคารสูงในพื้นที่ กทม. จึงได้รับแรงสั่นสะเทือนมากกกว่าที่คาดการณ์ ว่า ด้วยปัจจัยทางธรณีวิทยาและโครงสร้างชั้นดินของ กทม. เป็นดินเหนียวอ่อน (Soft Clay) เกือบทั้งหมด มีความลึกประมาณ 10 – 30 เมตร มีคุณสมบัติยืดหยุ่นสูง มีความเร็วคลื่นเฉือนที่อ่อนไหว เมื่อมีแรงสั่นสะเทือนจากรอยเลื่อนสะกายผ่านชั้นดินดานมาจนถึงชั้นดินเหนียวอ่อนของ กทม. แม้จะเป็นความถี่ต่ำ แต่ช่วงคลื่นจะยาวจะทำให้การสั่นช้า แต่มีความแรง กล่าวคือ ลักษณะทางภูมิศาสตร์ของ กทม. ที่ส่วนใหญ่เป็นชั้นดินเหนียวอ่อน เมื่อได้รับคลื่นสั่นสะเทือนจากแผ่นดินไหวจะทวีความรุนแรงมากขึ้นจนทำให้อาคารสูงโยกไหวไปมา
ผศ.ดร.นพดล กล่าวถึงกรณีอาคารสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างพังถล่มลงมา จากเหตุแผนดินไหวครั้งนี้ ว่า การก่ออาคารสูงมีกฎหมายควบคุมการออกแบบให้เป็นไปตามหลักวิศวกรรมไว้อยู่แล้ว ซึ่งต้องติดตามว่าเมื่อมีการออกแบบแล้วในระหว่างการก่อสร้างมีการปรับปรุงแก้ไขเพิ่มเติมนั้นผ่านการรับรองจากวิศวกรหรือไม่ รวมถึงมีการควบคุมการก่อสร้างให้เป็นไปตามแบบหรือไม่ ส่วนตัวมองว่าการตรวจสอบทำได้ไม่ยาก เพราะหลักฐานตัวอาคารที่พังถล่มลงเป็นหลักฐานในทางนิติวิทยาศาสตร์ได้อยู่แล้ว สิ่งสำคัญ คือ ผู้ออกแบบอาคารดังกล่าวได้ออกแบบจริงและเป็นไปตามหลักวิชาการหรือไม่ เนื่องจากข้อมูลที่ปรากฏในสื่อมวลชนยังมีข้อกังขาว่า ใครเป็นผู้ออกแบบอาคารได้ออกแบบจริงหรือถูกยืมชื่อมาซึ่งต้องมีการตรวจสอบต่อไป โครงสร้างอาคารจึงเป็นส่วนสำคัญที่จะทำให้อาคารมีความแข็งแรง ดังนั้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องบังคับใช้กฎหมายควบคุมการก่อสร้างอาคารอย่างเข้มงวดและจริงจัง ทุกอย่างมีสูตรคำนวณเพื่อให้การก่อสร้างอาคารสูงมีความปลอดภัยสามารถรองรับเหตุแผ่นดินไหวไว้อยู่แล้ว ขาดเพียงการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง เพราะหากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่ควบคุมให้ผู้รับเหมาปฏิบัติตามกฎหมายแล้วก็จะเกิดความเสียหายอย่างรุนแรงตามมาดังเช่น อาคาร สตง.ที่พังถล่ม ซึ่งความเสียหายไม่ได้เกิดเฉพาะทรัพย์สินเท่านั้น แต่เป็นชีวิตของผู้ที่อาศัยในอาคาร และผู้ที่ก่อสร้างอาคารดังกล่าวด้วย
ณัฐพล สงวนทรัพย์ ข่าว/เรียบเรียง