27 ก.พ.68 - กมธ.การป้องกันปราบปรามการฟอกเงินและยาเสพติด สผ. เรียกร้องหน่วยงานเร่งดำเนินคดี ช่วยผู้เสียหายถูกหลอกลงทุนซิมปันสุข หลังพบข้อเท็จจริง บ.เคโฟร์ฯ ดำเนินธุรกิจเข้าข่ายฉ้อโกงประชาชน

image

       นายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล ประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การป้องกันปราบปรามการฟอกเงินและยาเสพติด สภาผู้แทนราษฎร พร้อมคณะ แถลงผลการพิจารณาเรื่องร้องเรียนกรณี บริษัท เคโฟร์ คอมมูนิเคชั่น จำกัด ดำเนินธุรกิจเข้าข่ายฉ้อโกงประชาชนและมีพฤติกรรมผิดกฎหมายฟอกเงิน โดย กมธ. ได้รับทราบข้อมูลข้อเท็จจริงจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและผู้เสียหาย พบว่า บริษัท เคโฟร์ฯ ได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคมประเภท MVNO จาก กสทช. และขอจดทะเบียนธุรกิจตลาดแบบตรง ต่อมามีประชาชนร้องเรียนว่า บริษัทใช้แอปพลิเคชันและโครงการ "ซิมปันสุข" หลอกลวงให้ลงทุน โดยให้ผลตอบแทนในลักษณะธุรกิจเครือข่าย ซึ่งผิดเงื่อนไขของใบอนุญาต จากนั้น กสทช. ได้รับเรื่องร้องเรียนและกำลังพิจารณาเพิกถอนใบอนุญาตของบริษัท ขณะที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (บก.ปอศ.) ได้ออกหมายจับกรรมการบริษัท 2 ราย และตรวจยึดทรัพย์สิน รวมถึงบัญชีธนาคารเพื่อสืบสวนเส้นทางการเงิน ซึ่งสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) อยู่ระหว่างการตรวจสอบและเตรียมยึด-อายัดทรัพย์สิน หากพบว่ามีการโอนหรือซ่อนเร้นทรัพย์สิน อาจถูกดำเนินคดีเพิ่มเติม ส่วนสำนักงานเศรษฐกิจการคลังระบุว่า บริษัทมีพฤติกรรมเข้าข่ายผิดกฎหมายว่าด้วยการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน เนื่องจากเสนอผลตอบแทนสูงถึง 219%
        ทั้งนี้ กมธ. เห็นว่ากรณีนี้ส่งผลกระทบต่อประชาชนในวงกว้าง จึงเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินคดีและช่วยเหลือผู้เสียหายอย่างเร่งด่วน โดยขอให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติอำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชนผู้ได้รับความเดือดร้อนสามารถแจ้งความได้ทุกสถานีตำรวจทั่วประเทศ และขอให้สำนักงาน กสทช. เร่งรัดพิจารณาเพิกถอนการระงับใบอนุญาตการประกอบกิจการโทรคมนาคมของบริษัท เคโฟร์ฯ โดยเร็ว เพื่อไม่ให้หลอกลวงประชาชนรายอื่น ส่วนสำนักงานเศรษฐกิจการคลังควรระบุให้ชัดเจนว่ามีการกระทำความผิดเพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามกฎหมายต่อไป ตลอดจนขอให้เลขาธิการ ปปง. ใช้อำนาจตามมาตรา 48 วรรคสอง ของพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 เพื่อยึดและอายัดทรัพย์สินของผู้บริหารบริษัทโดยเร็ว ป้องผู้กระทำความผิดโอน จำหน่าย ยักย้าย ช่อนเร้นทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำความผิด และประกาศให้ผู้เสียหายยื่นขอรับการคุ้มครองสิทธิต่อไป นอกจากนี้ ประชาชนผู้ได้รับความเสียหายควรไปแจ้งความดำเนินคดีที่สถานีตำรวจ เพื่อนำใบแจ้งความเป็นหลักฐานในการยื่นขอคุ้มครองสิทธิ โดยยื่นคำร้องพร้อมหลักฐานแสดงรายละเอียดแห่งความเสียหายต่อสำนักงาน ปปง. ภายใน 90 วัน หลังจาก ปปง. ประกาศในราชกิจจานุเบกษาให้มีการยื่นคำร้องดังกล่าวเพื่อขอรับการเฉลี่ยเงินคืน

อรุณี ตันศักดิ์ดา ข่าว/เรียบเรียง

ประมวลผลภาพ

วิดีโอ